ญาณิกา อนุกูลพันธ์ ช่างภาพสาวไทยในอเมริกา ผู้หลงใหลการบันทึกภาพบนแผ่นฟิล์ม และผลงานชนะเลิศในเวทีอินเตอร์

21 Sep 2018

         ข้อดีของภาพถ่าย คือมันไม่เปลี่ยนแปลง แม้คนในภาพจะเปลี่ยนไป เพราะชีวิตคนเรามันสั้น แต่ภาพถ่ายมันยืนยาว... การเก็บเรื่องราวไว้ในภาพถ่ายผ่านมุมมองต่างๆ คือการบันทึกความทรงจำที่ดีที่สุด... 

         ประโยคที่สะท้อนความเป็นตัวตนของช่างภาพสาวไทยในอเมริกา ญาณิกา อนุกูลพันธ์          ผู้หลงใหลการถ่ายภาพโดยใช้กล้องฟิล์มและการทำงานในห้องมืด เธอเป็นช่างภาพดาวรุ่งที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดภาพถ่ายในเชิงสารคดี (Documentary Photography) จากเวทีการประกวดนานาชาติ Ariano International Film Festival 2018 ประเทศอิตาลี เวทีระดับอินเตอร์ที่มีผู้กำกับหนังสั้นและช่างภาพสารคดีจากทั่วโลกร่วมส่งผลงานเข้าประกวด

         ญาณิกา อนุกูลพันธ์ ปัจจุบันเป็นช่างภาพอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เธอจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาคอนเทนต์และสื่อดิจิทัล วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และปริญญาโททางด้านถ่ายภาพที่ Academy of Art University สหรัฐอเมริกา ระหว่างเรียนปริญญาโทเธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพด้วยการช่วยงานโปรเจกต์ต่างๆ ที่มหาวิทยาลัย ถ่ายภาพงานอีเว้นท์ ภาพข่าวสารคดี เพราะเธอเชื่อว่าการจะเป็นช่างภาพอย่างมืออาชีพได้ไม่ใช่แค่การกดชัตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวที่เราต้องการจะสื่อสารอย่างเดียว แต่สิ่งที่สะท้อนเรื่องราวบนภาพนั้นๆ ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน เพื่อความสมบูรณ์ที่สุดของภาพ และการได้มีโอกาสไปเจอเรื่องราวต่างๆ รอบตัว การได้ลั่นชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพในมุมมองแตกต่างกันไป รวมทั้งการได้เห็นผลงานของศิลปินคนอื่นก็เป็นการเติมเต็มความรู้ให้กับเราในฐานะช่างภาพได้เป็นอย่างดี

         เพราะรู้ตัวเองว่าไม่เก่งด้านวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันเรากลับสนใจงานทางด้านการเขียน ชอบการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรลงในสมุดบันทึกความทรงจำของเรา จึงคิดว่าการเรียนทางด้านวารสารศาสตร์หรือการทำคอนเทนต์ น่าจะสามารถพัฒนาศักยภาพงานเขียนที่เราชอบได้ดี และการเรียนทางด้านนี้ การเล่าเรื่องไม่ได้มีเพียงแค่ผ่านตัวอักษรอย่างเดียว แต่ยังมีการเล่าเรื่องผ่านภาพอีกด้วย เมื่อได้ลงเรียนทางด้านการถ่ายภาพ ซึ่งขณะนั้นเราเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้เรียนถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม และต่อด้วยกล้องดิจิทัล นี่คือจุดเปลี่ยนในชีวิตที่จุดประกายความฝันของเราในการอยากจะเอาดีทางด้านการถ่ายภาพเลยก็ว่าได้ หลังเรียนจบปริญญาตรีเมื่อรู้ตัวว่าชอบด้านศิลปะดีไซน์ ก็พยายามหาตัวเองว่าเมื่อเราเรียนมาทางด้านคอนเทนต์ งานที่ทำได้ไม่ใช่แค่การเขียนข่าว คอลัมน์ เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีงาน Page Layout งานรูปถ่าย ซึ่งเราเองชอบจัดหน้านิตยสาร จึงไปเรียนด้านกราฟิกดีไซน์ที่  Raffles International College เพิ่มเติมอีกปี ก่อนจะเรียนต่อด้าน Photography ที่ Academy of Art University เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และเริ่มต้นความฝันบนเส้นทางช่างภาพที่นี่เรื่อยมากระทั่งปัจจุบันทำงานเป็นช่างภาพในนิวยอร์กและยังคงถ่ายรูปเชิงสารคดีและศิลปะ หรือที่เรียกว่า Fine art Photography อยู่เสมอ” ญาณิกา กล่าว

        ภาพถ่าย คือ คอนเทนต์หนึ่งที่เราเรียกว่า Universal language ไม่ว่าคุณจะพูดภาษาอะไร คุณจะสามารถเข้าใจได้เลยว่าภาพนี้ต้องการสื่ออะไร...”

         ญาณิกา เล่าว่า ตนเองชอบการถ่ายภาพ โดยเริ่มต้นจากการถ่ายงานสถาปัตย์ Fine Art Photography เป็นภาพถ่ายเชิงศิลปะ และตอนเรียนป.โท อาจารย์ให้โจทย์งานซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ให้เราออกจาก Comfort Zone ทให้เราได้ลองไปถ่ายภาพในสิ่งที่ไม่เคยถ่าย หรือไม่ชอบถ่าย จากที่ไม่เคยถ่ายรูปแนวสตรีทมาก่อน จากที่เคยถ่ายแต่รูปงานอีเว้น งานข่าว ประกอบกับมีโอกาสได้เห็นผลงานของช่างภาพชื่อดังสมัยก่อน ของอเมริกาจึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพแนว Documentary Photography ซึ่งงานของเราจะเน้น Base on Journalism หรืองานในเชิงศิลปะภาพข่าว แต่เราจะให้ความสำคัญกับสภาพแสง สภาพอากาศ และองค์ประกอบรูป ซึ่งสิ่งที่เราต้องการจะสื่ออะไรจากภาพนั้น ทุกภาพจะต้องอยู่ในคอนเซปต์และสอดคล้องกับคอนเทนต์ที่เราต้องการจะนำเสนอ

         ญาณิกา เล่าต่ออีกว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม เพราะกว่าที่เราจะได้รูปมาช่างภาพต้องมีความแม่นยำในการตั้งค่ากล้อง เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกล้องและแสงในช่วงเวลานั้น กับผลงานที่ผ่านในโปรเจกต์ที่ส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลบนเวทีระดับอินเตอร์ ส่วนหนึ่งเพราะใช้กล้องฟิล์ม เราให้ความสำคัญในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การวางคอนเซปต์ การใช้เวลาในการหา Subject ความโดดเด่นที่อยู่ในโปรเจกต์ของเรา ต้องไม่โดดไปจากคอนเซปต์ ไม่นอกกรอบที่วางไว้ สามารถเล่าเรื่องราวความเป็นตัวตนของศิลปินผ่านเลนส์ได้ดี และเวลาที่งานของเราไปแสดงโชว์ในนิทรรศการต่างๆ ภาพถ่ายเหล่านั้นก็จะดูมีพลัง ซึ่งในแต่ละโปรเจกต์ใช้เวลาเยอะพอสมควรในการทำงาน

        การที่จะได้รูปจากฟิล์มที่มีชีวิต ทุกกระบวนการทุกขั้นตอนมีความสำคัญทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่การเซตค่ากล้อง มุมมองในการถ่ายภาพ แต่ยังรวมไปถึงขั้นตอนของการล้างฟิล์มทั้งอุณหภูมิของน้ำและปริมาณสัดส่วนของเคมี และการปริ้นรูป เรียกว่าทุกขั้นตอนเราทำเองหมด ซึ่งไม่สามารถพลาดได้เลย เพราะไม่เช่นนั้นรูปที่ถ่ายมาก็จะหายไป และนี่ก็คือมนต์เสน่ห์ของกล้องฟิล์ม”

         เพราะกล้องฟิล์มดีตรงที่ทำให้เราทำงานช้าลง และดีกว่าในแง่ที่ทำให้เราแม่นในการเซตค่ากล้องแบบแมนนวล เวลากลับไปถ่ายกล้องดิจิตอลก็จะมีความแม่นยำในการถ่ายรูปมากขึ้น รูปแนวสตรีท (Street photography) หรือ  เทคนิคการถ่ายภาพที่สื่อถึงสภาพความเป็นจริง การถ่ายภาพแนวนี้จะเน้นเรื่องความเป็นจริงของสภาพที่เป็นไปในสังคม ไม่มีการตกแต่ง หรือจัดฉาก โดยส่วนมากภาพขาวดำจะนิยมถูกนำมาใช้ เนื่องจากมีการสื่ออารมณ์และความรู้สึกได้ดีกว่าภาพสี ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายจะเป็นธรรมชาติ ภาพถ่ายผู้คนหรือวัตถุต่างๆ ก็จะถูกบันทึกตามบรรยากาศในความเป็นจริง โดยไม่มีการปรับแต่งภาพให้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก เพื่อให้ผู้ชมสามารถสื่อถึงอารมณ์ของภาพได้ และการถ่ายภาพแนวสตรีท ก็เหมือนการดีดนิ้วเพียงคลิ้กเดียว ทุกอย่างหากเราไม่แม่นเรื่องการเซตกล้อง ถ้าตาไม่ไว องค์ประกอบรูปของภาพไม่ได้ เราก็จะพลาดชอตนั้นไปเลย และไม่สามารถแก้ไขชอตภาพนั้นได้ และนี่ก็คือมนต์เสน่ห์ของ Documentary photography หรือ Street photography ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าผ่านภาพในโปรเจกต์การประกวดภาพถ่ายเชิงสารคดีบนเวทีนานาชาติอีกด้วย

เรื่องเล่าผ่านเลนส์กับโปรเจกต์ เมืองนิวยอร์ก : อดีต ปัจจุบัน อนาคต (NYC…Past Present Future)”

         สำหรับโปรกเจกต์นี้ ญาณิกา เล่าว่า เราตั้งใจที่จะแคปเจอร์ความจริงในสภาพสังคมที่มีปัญหา ณ ขณะนี้ ซึ่งหลังจากไปอยู่ที่นิวยอร์กก็ได้เห็นปัญหาสภาพเมืองที่เคยมีความเจริญขั้นสูง แต่ตอนนี้อยู่ในกราฟขาลง ซึ่งเกิดขณะเดียวกันก็เกิดเป็นคำถามในใจว่า กรุงเทพฯ หรือเมืองหลวงของเราจะเกิดปัญหาเช่นเดียวกันนี้ไหมในอีก 50 ปีข้างหน้า

         รูปทั้งหมดในโปรเจกต์นี้สิ่งที่สะท้อนผ่านภาพถ่าย มีทั้งรูปที่เกี่ยวกับคนจรจัด เด็กติดยา ปัญหาซ่องสุมวัยรุ่นต่างๆ ในเมือง สภาพเมือง รถไฟ ทุกอย่างคือเรื่องเล่า ผ่านบุคคล สถานที่ในเมืองนิวยอร์ก ซึ่งเป็นการถ่ายรูปแนวเรียลลิตี้ ความจริงในมุมต่างๆ ของนิวยอร์กออกมาผ่านกล้อง โดยมีโอกาสได้นำมาจัดแสดงนิทรรศการโซโลเดี่ยวที่ประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา 

ผลงานชุดภาพซีรีส์ อาร์ต เพอร์ฟอร์มเมอร์ (Art Performer)”

         ญาณิกา เล่าว่า สำหรับผลงานชุดภาพซีรีส์ อาร์ต เพอร์ฟอร์มเมอร์ (Art Performer)” เป็นโปรเจกต์ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นการบันทึกภาพของสตรีศิลปินที่เป็นชาวอเมริกัน ซึ่งส่วนตัวมีความสนใจการถ่ายทอดผลงานของศิลปินในทุกแขนง เพราะพวกเขาหล่านี้คือศิลปินอิสระที่มีความกล้า ความมั่นใจ เป็นกลุ่มคนที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัว และทำงานด้วยแรงบันดาลใจในการหาเลี้ยงชีพ เราเองไม่ได้แค่ถ่ายภาพตัวศิลปินเท่านั้น แต่เราฉายภาพที่เป็นจิตวิญญาณ ตัวตน อารมณ์ และพลังในตัวศิลปินออกมาด้วย ทุกการเคลื่อนไหวของศิลปิน สีหน้า แววตา ต้องรอจังหวะที่ใช่และเราพร้อมถ่ายภาพ ก่อนจะกดชัตเตอร์เพื่อสะท้อนตัวตนของเขาออกมา  

        ในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง นอกจากต้องดูสภาพเมือง สภาพอากาศแล้ว การที่จะได้พอร์ตงานภาพถ่ายดีๆ เจ๋งๆ เราจะต้องถ่ายรูปโดยมีองค์ประกอบที่เรียกว่า Right Time, Right Place, Right Moment เราจะต้องหูไวตาไว  มีความแม่นยำในการเซตค่ากล้อง บางโปรเจกต์ต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมาก อย่างภาพแนวสตรีทบางวันต้องเดินหลาย 10 ไมล์ กว่าจะได้ภาพ หรือบางทีไม่ได้เลยสักชอตก็มี เพราะฉะนั้นมันคือโมเมนต์นั้นจริงๆ ที่เราจะถ่ายรูป เล่าเรื่อง ผ่านประสบการณ์ที่เจอมาผ่านภาพถ่ายเหล่านั้น ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เราหลังรักงานภาพถ่าย” 

ไอดอลในการถ่ายภาพ...

         ญาณิกา บอกว่า ไอดอลหรือต้นแบบในการเป็นช่างภาพของเธอ คือ วิเวียน โดโรธี มายเออร์ (Vivian Dorothy Maier) เธอคือช่างภาพชื่อดังของอเมริกา เธอไม่เคยเรียนถ่ายภาพมาก่อน แต่เธอเรียนรู้การถ่ายภาพข่าวผ่านงานหนังสือพิมพ์ ห้องของเธอจึงเต็มไปด้วยหนังสือพิมพ์ เป็นหนังสือเล่มใหญ่ที่ทำให้เธอเรียนรู้มุมมองการถ่ายรูป และการแคปเจอร์ ณ โมเม้นต์นั้นเก็บเอาไว้ หลังจากได้เห็นผลงานของวิเวียนก็พบว่า แฟชั่นการแต่งตัว ดีไซน์ของตึก สภาพความเป็นอยู่ในเมือง ดีไซน์รถ ฯลฯ ทุกอย่างมันคือเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ผ่านภาพถ่าย ณ ช่วงเวลาหนึ่งที่เรายังชีวิตอยู่ เมื่อเวลาผ่านไปเราก็จะเห็นได้ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตรงนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจในการเป็นช่างภาพของเรา ในการเก็บทุกภาพทุกเรื่องราวที่ได้เจอเอาไว้ เผื่อคนในเจเนอร์เรชั่นรุ่นใหม่ จะได้รับรู้เรื่องราวที่ผ่านมา

ความสุข+ความสำเร็จ = การได้ทำตามความฝัน 

         หากมองว่าวันนี้ความสุขและความสำเร็จของเราคืออะไร จริงๆ และมันก็แค่ได้ทำตามฝันที่เราวางไว้ บนโลกใบกว้างนี้ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ คนเราต้องทำตัวให้เหมือนฟองน้ำ พร้อมที่จะซึมซับความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพราะโลกที่หมุนเร็ว เปลี่ยนเร็ว เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมใหม่ๆ ที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น ความสุขของเราคือการที่ได้ถ่ายภาพ ได้มีงานโชว์ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานโชว์เดี่ยว แต่อาจจะเป็นงานโชว์ร่วมกับศิลปินนอื่นก็ได้ เพราะนิทรรศการโชว์ภาพถ่ายก็เป็นเหมือนการ hangout อย่างหนึ่ง เราสามารถแลกเปลี่ยนไอเดีย Vision กับช่างภาพคนอื่น พร้อมทั้งได้เรียนรู้มุมมอง คอนเทนต์ในการสื่อสารจากช่างภาพและศิลปินอื่นๆ ได้ตลอด และนี่คือความสุขของเรา” ญาณิกา กล่าวทิ้งท้าย


คุณแม่กำลังใจสำคัญตลอดการเดินทาง...

         สำหรับใครที่สนใจงานด้านการถ่ายภาพของ ญาณิกา อนุกูลพันธ์ เธอยังมีนิทรรศการทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปอีกกว่าสามสิบครั้งในปีนี้ เเละสามารถติดตามผลงานภาพถ่าย ได้ที่ https://www.yanikanukul.com/

 

 

ผู้จัดทำ

บทความที่คุณอาจสนใจ