“วิคเตอร์ มีชัย สีหราช” กับเส้นทางนักเต้น ที่ไม่หยุดพัฒนา

10 Jan 2020

ว่ากันว่า “พรสวรรค์” เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่ละคนก็มีพรสวรรค์ที่แตกต่างกันไป ทำให้มนุษย์สามารถเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่ง โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่ในปัจจุบัน เพียงพรสวรรค์คงไม่พอ เพราะสิ่งที่จะทำให้พรสวรรค์นั้นคงอยู่ และสำเร็จผลได้ก็คือ “พรแสวง” ที่ต้องมาคู่กัน แสวงหาความรู้ ตั้งใจฝึกฝน และไม่หยุดที่จะพัฒนา ดังเช่น วิคเตอร์ มีชัย สีหราช นักเต้นที่ไม่จำกัดขีดความสามารถของตนเอง

 

 

วิคเตอร์ กำลังศึกษาอยู่ที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อย้อนไปคุยถึงสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจบินตรงกลับมาจากประเทศออสเตรเลีย เพื่อมาศึกษาต่อที่ประเทศไทยนั้น  วิคเตอร์ได้เล่าว่า

“พอจบ High School จากที่ออสเตรเลียก็เริ่มทำงานเลยครับ ทั้งไปเต้นบนเรือ งานละครเวทีต่างๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ต้องกลับมาประเทศไทย รู้สึกอยากเรียนต่อ เมื่อได้ลองหามหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรอินเตอร์ดู จึงเห็นว่ามหาวิทยาลัยรังสิตเป็นหนึ่งในนั้น พอได้ตัดสินใจเข้ามาเรียนแล้วเราก็รู้สึกประทับใจมาก เพราะมีสังคมที่ดี รู้สึกว่าที่นี่เหมือนบ้านเลยครับ”

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยรังสิต เขามุ่งมั่นในเรื่องเรียนและการทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรในงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย  การแสดง หรือการเต้น และสิ่งที่เขาได้รับกลับมาทุกครั้งหลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมคือ มิตรภาพ

“ทุกคนเป็นมิตรมากครับ ไม่ใช่แค่เพื่อนๆ แต่อาจารย์ก็มีความเป็นกันเองมาก เหมือนคนในครอบครัวที่อยู่ด้วยกันแล้วไม่อึดอัดเลย ผมอาจจะพูดคำนี้บ่อย แต่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ครับ ไม่ใช่แค่เฉพาะอินเตอร์เท่านั้น แต่ทั้งมหาวิทยาลัยรังสิตก็ถือว่าเป็นครอบครัวใหญ่อีกครอบครัวหนึ่งของผมเลย”

 

 

เส้นทางการเต้นของ “วิคเตอร์”

วิคเตอร์เริ่มเต้นตั้งแต่อายุ 8 ขวบ โดยเริ่มจากการเต้นลีลาศสไตล์ละติน เขาเล่าว่า จากเมื่อก่อนเป็นคนเก็บตัว ขี้อาย และไม่มั่นใจในตัวเอง แต่แล้วการเต้นก็ช่วยเปลี่ยนแปลงให้วิคเตอร์กลายเป็นคนมั่นใจ และกล้าแสดงออกมากขึ้น วิคเตอร์ตั้งใจว่าจะยึดเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักที่พาเขาไปถึงความฝันของชีวิต แต่สุดท้ายแล้วเขาก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

“หลังจากที่จบจาก Performing Arts ระดับ High Schools ที่ออสเตรเลียก็เริ่มทำงานเกี่ยวกับการเต้นมาโดยตลอด จนวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุ ข้อเท้าพลิก เส้นเอ็นขาด ก็เครียดว่าถ้าหากเราเต้นไม่ได้จะทำอย่างไรดี จึงเริ่มมองหาแผนสำรองให้ตัวเองว่าควรจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยไหม จะได้มีปริญญาที่สามารถเอาไปต่อยอดได้ จึงตัดสินใจย้ายมาเรียนที่ประเทศไทย ตอนแรกคิดว่าจะตั้งใจเรียน ไม่ต้องคิดเรื่องเต้น แต่มันก็ห้ามไม่ได้ครับ เพราะว่าเรารักการเต้นจริงๆ มันเป็น Passion ของผม ก็เลยเลือกที่จะกลับมาเต้นต่อไป ฝึกซ้อม ฝึกฝน พยายามเรียนรู้เพิ่มเติม พัฒนาตัวเอง จากแค่ความชอบก็กลายมาเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับตัวเอง กับการเป็นครูสอนเต้น และ Choreographer ซึ่งเป็นอีกบทบาทที่สำคัญในชีวิตของผมครับ ตอนนี้ก็สอนอยู่ที่ Studio Zoom ที่สุขุมวิท และยังได้ร่วมงานเป็นคู่เต้นกับพี่ๆ ดาราด้วยครับ ทั้ง พี่แต๋ว (ณฐพร เตมีรักษ์) พี่ณเดชน์ คูกิมิยะ พี่ซาร่า (นลิน โฮเลอร์) และก็มีได้ไปออกรายการ I Can See You Voice และยังเข้าร่วมการประกวดต่างๆ มากมายครับ”

 

 

พรสวรรค์จะไม่มีความหมาย ถ้าไม่มีใครเห็นคุณค่า

วิคเตอร์เล่าว่าตนนั้นโชคดีที่ครอบครัวให้การสนับสนุนทุกอย่าง มีครั้งหนึ่งที่เขาต้องย้ายจากบ้านเกิดที่ Canberra (เมืองหลวงของออสเตรเลีย) ไปอยู่ที่ Sydney เพื่อศึกษาต่อในโรงเรียน Performing Arts ตั้งแต่อายุ 15 เพียงคนเดียว นับเป็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว แต่ครอบครัวก็ยังเคียงข้างและให้การสนับสนุน

“พ่อแม่ไม่เคยบอกเลยว่า อย่าเต้นนะ การเต้นไม่ใช่อาชีพที่ก้าวหน้า แต่เขาจะพูดอยู่ตลอดเวลาทำให้เต็มที่ ตามความฝันไปให้สุด ซึ่งรู้สึกว่าโชคดีมากๆ เพราะรู้ว่ายังมีหลายคนที่ครอบครัวไม่ได้ให้การสนับสนุน แต่ผมก็อยากเป็นกำลังใจกับทุกคนให้พยายามต่อไปครับ ถ้าสุดท้ายเราทำเต็มที่แล้ว อย่างไรมันต้องสำเร็จในสักวันหนึ่ง ที่สำคัญเมื่อผมเลือกที่จะเรียนต่อแล้ว ผมก็จะไม่ละทิ้งการเรียนครับ สำหรับผมรู้สึกว่าการเรียนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยแค่ 4 ปีเอง จันทร์ถึงศุกร์เราเรียน เสาร์อาทิตย์เราก็เต้น วันอังคาร วันพฤหัสบดี เราก็ต้องเข้าไปที่สตูดิโอเพื่อจะไปสอนด้วย เลยไม่มีเวลาพักผ่อนเท่าไหร่ครับ อะไรที่เป็นเรื่องเรียนเราก็ทำให้เสร็จก่อน หลังจากนั้นค่อยไปทำอย่างอื่น แรกๆ มันก็ยาก แต่ผ่านไปสักพักเริ่มรู้สึกว่าปรับตัวได้แล้วครับ”

ในปัจจุบัน การจำกัดความตัวเองว่าเป็น “นักเต้น” แล้วเต้นได้อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ วิคเตอร์อยากให้เรียกตัวเขาว่า “นักแสดง” เพราะเขาไม่จำกัดขีดความสามารถตัวเองไว้แค่เรื่องเต้น แต่ยังพัฒนาในด้านการร้อง การแสดง ควบคู่ไปด้วย โดยเป้าหมายสูงสุดของวิคเตอร์คือการเปิดสตูดิโอเป็นของตัวเอง ที่จะมีทั้งการเต้น การแสดง แบบครบวงจร

“ผมรู้สึกว่าการเต้นคือสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของผมไปแล้ว มันเลิกไม่ได้ ก็เลยมองว่าจะต่อยอดให้มันเป็นธุรกิจยังไง การเปิดสตูดิโอเป็นของตัวเองจึงเป็นคำตอบครับ”

 

 

สุดท้ายนี้ วิคเตอร์ได้ฝากกำลังใจมาถึงน้องๆ ที่กำลังเดินตามความฝัน ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมั่นใจ และเชื่อในตัวเอง

 “เราต้องเชื่อว่าเรามีศักยภาพพอที่จะทำให้สำเร็จได้ อาจจะเหนื่อย อาจจะท้อ อาจจะยอมแพ้กี่รอบ แต่ก็ต้องลุกขึ้นใหม่ เพราะในโลกนี้มันไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ อย่างตัวผมเองก็ฝึกฝนอยู่ตลอด ไม่มีเวลาให้เรารู้สึกว่าตัวเองดีที่สุด เต้นมา 15 ปีแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ต้องขยัน และต้องตั้งใจ ทำให้เต็มที่ครับ”

 

ผู้จัดทำ

บทความที่คุณอาจสนใจ