เปิดมุมมองนักธุรกิจ จากโฉนดผืนเดียวสู่เศรษฐีอสังหาฯ หลายพันล้านของ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ”

06 Jul 2018

 

            สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศิษย์เก่าสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หรืออีกมุมหนึ่งเขาคือ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สิริมงคลพร๊อพเพอร์ตี้ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย มีชื่อเสียงของจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งต่อท้ายอีกมากมายทั้งในเรื่องธุรกิจและการเมือง รวมทั้งได้ส่งต่อโอกาสให้กับคนที่รักการทำหนังโดยเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "ไทบ้านเดอะซีรีส์"

 สิริพงศ์ เล่าให้ฟังว่า กว่าจะเดินทางมาถึงวันที่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางนักธุรกิจ ต้องผ่านความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ได้ลองถูกลองผิดอะไรหลายอย่างในชีวิต มีทั้งตัดสินใจถูกและพลาดพลั้งบ้างในบางครั้ง แต่ทุกความผิดพลาดคือโอกาสและประสบการณ์ที่สอนให้เราแข็งแกร่งและมาถึงวันนี้ได้

“จากเด็กเรียนวิศวะ กับการต่อยอดธุรกิจครอบครัวและการทำธุรกิจที่เริ่มต้นจากโฉนดเพียงผืนเดียว

สู่เจ้าของโครงการบ้านจัดสรรร้อยล้านแห่งเมืองศรีษะเกษและขยายเพิ่มเติมไปยังอุบลราชธานี”

“ย้อนกลับไปในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย จำได้ว่าเป็นช่วงก่อนที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจต้มยำกุ้งประมาณปี พ..2534-2535 เป็นช่วงเวลาที่อาชีพเกี่ยวกับการรับเหมาก่อสร้างค่อนข้างจะบูม ดังนั้น ความฝันของเด็ก new gen อย่างผมคือเป็นวิศวกร หลังเรียนจบมัธยมปลายจึงตัดสินใจเข้าเรียนด้านวิศวกรรมโยธา ม.รังสิต สำหรับผลการเรียนถือว่าอยู่ในระดับดีมาโดยตลอด อาจจะเป็นเพราะว่าได้เรียนในสิ่งที่ชอบ สนุกไปกับสิ่งที่เรียน และได้มาค้นพบตอนที่ได้ฝึกงานว่าวิศวกรรมโยธาที่เราเลือกเรียนมาสามารถนำความรู้ไปใช้ได้หลากหลายเป็นประโยชน์หมดเลย ซึ่งสิ่งที่เรียนมาสามารถนำไปต่อยอดและช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวได้เป็นอย่างดี

เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัว สิริพงศ์ เล่าต่อว่า เดิมทีที่บ้านทำอาชีพโรงสี แต่ในช่วงประมาณปี พ.ศ.2534 มันเป็นปีที่โรงสีเนี่ยประสบภาวะขาดทุน แล้วโรงสีสมัยนั้นเนี่ยเป็นโรงสีไฟ โรงสีไฟก็คือเอาแกลบมาเผาต้มไอน้ำ ในขณะที่คนอื่นเขาก็ปรับตัวกันไป แต่ของเราเนี่ยภาระยังหนักอยู่เราก็ไม่สามารถปรับตัวได้ ธุรกิจโรงสีของเราก็ไปแทบจะไม่รอด และมันเป็นช่วงที่คนเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมเกษตรเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ เริ่มเปลี่ยนเป็นไอที เริ่มมีโมเดิร์นเทรด เราจึงจำเป็นต้องปรับตัว ตอนนั้นก็เลยลองเริ่มทำธุรกิจประเภทขายวัสดุก่อสร้าง ขายพวกคอนกรีตผสมเสร็จ เราทำวัสดุก่อสร้างโดยขายคอนกรีตมิกซ์ เรียกได้ว่าธุรกิจทางด้านนี้เราเป็นเจ้าเดียวในจังหวัดศรีสะเกษ ก็ถือว่าช่วงนั้นธุรกิจโตเร็วมาก ขนาดว่าสามารถซื้อรถใหม่ได้ทุกปี คุณพ่อก็เลยมองว่า จริงๆ แล้วงานสายนี้มันมีอนาคตก็เลยอยากให้ลูกเรียนทางด้านวิศวะไว้สักคนหนึ่ง นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้มีความฝันและอยากเรียนวิศวะ

            หลังจากเรียนจบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ม.รังสิต สิริพงศ์ ได้ทำงานเข้าสู่ตำแหน่งงานวิศวกรอย่างเต็มตัว เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้กับตัวเอง ซึ่งบริษัทที่เขาไปฝึกงานได้ทาบทามให้ไปร่วมงานด้วย เป็นบริษัทที่ปรึกษาออกแบบถนนของกรมทางหลวงชนบทและกรมโยธา ทำอยู่ระยะเวลาหนึ่งจึงตัดสินใจไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจที่ University of Colorado at Denver

เริ่มต้นบนเส้นทางธุรกิจ กับโฉนดที่ดินหนึ่งผืนเป็นเดิมพัน

สิริพงศ์ เล่าต่อว่า หลังจากเรียนจบกลับมา พ่อให้มาช่วยงานที่บ้าน ก็ดูเหมือนว่างานจะไม่ยาก พ่อบอกว่าบ้านขายหมดแล้ว แต่มาช่วย manage แค่นั้น เราก็เลยถือว่ามาช่วยทำไปก่อน ช่วงที่เปิดจอง ก็ปรากฏว่าจากที่ลูกค้าเคยจองไว้เต็มเริ่มมันไม่ใช่แล้ว โครงการแรกเปิดออกมา 60 ยูนิต ถึงวันเปิดจองลูกค้าต้องวางเงินทำสัญญา ตอนนั้นเราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย จาก 60 ยูนิตเหลืออีกกว่า 10 ยูนิต ก็เลยคิดว่าไม่ได้แล้ว จากตอนแรกที่คาดว่าจะขายหมด ก็กลายเป็นว่ายังเหลือ ลูกค้าคนแรกๆ เขาก็จองแปลงสวยๆ กันไปหมดแล้ว ส่วนที่เหลือเราจะทำยังไง แล้วโครงการพ่อจากที่ว่าจะขายหมดแล้วมาให้เราทำ เราจะทำเจ๊งไม่ได้ ก็เลยลองมาดู พอมาดูก็เจออีกปัญหาหนึ่งว่าราคาที่ช่างเขาทำให้มันเป็นราคาเก่า ตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งเมื่อมาถึงปี 2545 ในขณะนั้น มันเป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังผงกหัวขึ้น ช่วงนั้นราคาวัสดุมันปรับขึ้นทุกรายการ จากที่ตัวบ้านจะทำกำไร ก็กลายเป็นขาดทุน อย่างเช่น ปูน ตอนที่พ่อทำราคาถุงละ 60 บาท พอเรามาทำโครงการถุงละ 120 บาท แพงขึ้นเท่าตัว แต่มันไม่ได้ขึ้นทั้งหมด ขึ้นแค่บางอย่าง เราก็เลยคิดว่าแบบนี้มันไม่ได้ เราต้องมาดูเอง เราก็เลยเริ่มมาดูว่าถ้าค่าวัสดุมันแพงขึ้น เราจะทำอย่างไรมันถึงจะไปรอด เราก็เริ่มมาคุ้มค่าแรงเอง เริ่มหา solution ของเรา อย่างเช่น จ้างแต่ละช่วงมันเป็นยังไง รายการวัสดุแบบนี้จะทำยังไงที่จะไปต่อรองได้ หาวัสดุมาทดแทนแบบไหน ทำไปทำมามันอินไปเลย จึงคิดว่า เอาล่ะ! ก็ลุยต่อไปอย่างเต็มตัวเลยละกัน

พลิกวิกฤต เป็นโอกาส ต่อยอดสู่ความสำเร็จ

“หลังจากที่ต้องมาแก้ปัญหา ก็มีความคิดว่าจริงๆ แล้ว เราอยากจะขายบ้านให้ลูกค้า เนื่องจากว่าพื้นที่ต่างจังหวัดไม่เหมือนกับกรุงเทพฯ  ในกรุงเทพฯ สร้างบ้านก่อน เมื่อลูกค้ามาดูเขาชอบเขาก็ซื้อ แต่ต่างจังหวัดถ้าสร้างบ้านก่อนขายจะไม่ปล่อยให้สร้าง ถ้าเราจะไปใช้เงินแบงค์ อันดับแรกต้องมีลูกค้ามาจอง ลูกค้าต้องทำสัญญา ผ่อนดาวน์มาระยะหนึ่งแล้ว แบงค์ถึงจะปล่อยเงินให้ ทีนี้เราก็จะอาศัยโอกาสนี้แหละ มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากขึ้น ลองฟังลูกค้าว่าเขาอยากได้อะไร บ้านเฟตประมาณไหนที่ลูกค้าเขามีกำลังผ่อน ซึ่งในเวลานั้นบ้านโครงการเราทำขายราคาหลังละล้านกว่าก็ถือว่าแพงที่สุดในจังหวัดแล้ว และเราก็เริ่มคิดว่า การที่เราอยู่ในบริษัทออกแบบมาก่อน เราก็จะรู้แล้วว่าบ้านนรูปแบบต่างๆ ต้องมีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง ซึ่งในเวลานั้นจังหวัดศรีษะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ ยังไม่มีใครทำเลย แต่เราเนี่ยก็ถือว่าเป็นโครงการแรกที่เราขออนุญาตจัดสรรถูกต้อง เรียกได้ว่าสมัยนั้นเนี่ยเราเขียนคัมภีร์เลย” เจ้าของโครงการสิริมงคลพร๊อพเพอร์ตี้ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับการทำบ้านจัดสรรโครงการหนึ่งตอนนั้นใชเวลาประมาณปีครึ่งเราก็ขายหมด ลูกค้าได้บ้านในแบบที่ถูกใจ เพราะเราทำไปเปลี่ยนไป เวลาที่มีอะไรใหม่ๆ เราก็ไป offer ลูกค้า ถามความต้องการของลูกค้า อะไรที่เขาต้องการเราก็เปลี่ยนให้ หากอะไรที่ไม่ได้เพิ่มต้นทุนมากแต่ลูกค้าได้ของดีกว่าเราก็ยินดีจะเปลี่ยนให้ เมื่อโครงการหนึ่งจบ คุณพ่อก็เอากำไรจากโครงการหนึ่งมาซื้อที่อีกแปลงหนึ่งให้เรา และบอกว่าให้ที่แปลงนี้เป็นสมบัติติดตัวเพื่อต่อยอดธุรกิจ หลังจากนั้นจึงได้ก่อตั้งบริษัทสิริมงคลพร๊อพเพอร์ตี้ ขึ้นมา

“ตอนที่พ่อให้โฉนดมา เราก็มาคิดว่าจะต่อยอดยังไง ก็เอาความรู้ที่มีทางด้านวิศวะและด้านบริหารมาสานต่อธุรกิจให้งอกเงย ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่มี ก็เริ่มไปคุยกับแบงก์ เริ่มกู้เงินแบงก์ตั้งแต่อายุ 26 ปี แล้วก็เริ่มทำโครงการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เรียกว่า เมื่อเริ่มเป็นหนี้ ธุรกิจเราจะต้องสู้ต่อให้สำเร็จให้ได้”

มวยวัด... หัดสร้างแบรนด์

          เพราะมีความรู้และประสบการณ์ด้านบริหารธุรกิจ ในส่วนของการนำกลยุทธ์มาปรับใช้ในธุรกิจ เรียกว่า ใช้ทุกสื่อ ด้วยแบรนด์เราอยู่ต่างจังหวัดสื่อท้องถิ่นก็สำคัญ มีไปออกรายการวิทยุชุมชน เคเบิ้ล สื่อสิ่งพิมพ์ท้อง ทำป้ายโปรโมต ทำผังเสนอขายลูกค้า มีโปรโมชั่น ฯลฯ เราใช้ประสบการณ์จากตอนทำโครงการบ้านจัดสรรของพ่อมาเป็นต้นแบบ และก็ได้ผล โดยโครงการ 1 ครั้งแรกที่เปิดจองปรากฎว่าบ้าน 4-5 คิวลูกค้าจองหมดภายหนึ่งเดือน ในส่วนของความรู้ทางด้านวิศวะก็นำมาปรับใช้ในการสร้าง การออกแบบ ใช้แนวทางจากงานบ้านในกรุงเทพเพื่อปรับให้เข้ากับต่างจังหวัด เริ่มใช้แบบบ้านที่โมเดิร์นขึ้น สีสวยขึ้น เก็บรายละเอียดต่างๆ มาลองทำ มาเสนอให้ลูกค้าดู ซึ่งในภาพรวมถือว่าประความสำเร็จอย่างมาก หลังจากนั้นจึงขยับขยายทำบ้านจัดสรรโครงการต่างๆ ตามมา จนปัจจุบันมีทั้งหมด 7 โครงการ และสิริมงคลพร๊อพเพอร์ตี้ นับเป็นเจ้าของโครงการบ้านจัดสรรรายใหญ่ที่สุดในศรีสะเกษ และขายบ้านไปแล้วหลักพันยูนิต นอกจากนี้ ยังมีทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์เพิ่มเติมด้วย กระทั่ง เริ่มขยับขยายพื้นที่ในการจัดทำโครงการบ้านจัดสรรเพิ่มเติมในจังหวัดใกล้เคียงอย่างอุบลราชธานี

“ในส่วนของจ.อุบลราชธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างมีคู่แข่งใหญ่ๆ เยอะ ซึ่งก่อนหน้ามีบางโครงที่เขาทำมาเป็นสิบโครงการแล้ว แต่ถ้าพูดถึงตลาด ณ วันที่เราตัดสินใจไปเริ่มโครงการ เราประกาศตัวเลยว่าเราเป็นบ้านที่แพงที่สุดในอุบลฯ วันที่เริ่มเปิดตัวเราขายบ้าน 4-8 ล้าน ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ได้เปิดตัวในในห้างเซ็นทรัล และขายได้ถึง 70% ซึ่งสำหรับตลาดที่เราไม่ชำนาญก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ถึงวันนี้เปิดมาเข้าปีที่สามมีจำนวนสองเฟตแล้ว จากบ้านทั้งหมดกว่า 100 กว่ายูนิต เหลือแค่ 10 กว่ายูนิต ทุกวันที่ทำงาน และในทุกครั้งของการเริ่มทำโครงการใหม่ๆ นั่นคือความท้าทาย”

            ไม่เพียงแค่โครงการบ้านจัดสรรทั้งที่จังหวัดศรีษะเกษและอุบลราชธานีเท่านั้น สิริพงศ์ ที่ผ่านมาเขายังเคยทำธุรกิจอื่นอีก อาทิ โรงเรียนกวดวิชา ธุรกิจรถนำเข้า ร้านอาหารญี่ปุ่น ธุรกิจเฟรนส์ไชส์ ร้านกาแฟ ควบคู่ไปอีกด้วย

            นอกจากนี้ สิริพงศ์ หรือทุกวันนี้ใครๆ ก็เรียกขานว่า “เฮียโต้ง” เขายังได้ส่งต่อโอกาสให้กับน้องๆ ที่รักการทำหนัง โดยให้ทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง "ไทบ้านเดอะซีรีส์" ทั้ง 2 ภาค โดยใช้จังหวัดศรีษะเกษเป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำ เพื่อเป็นการนำเสนอวิถี วัฒนธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดได้อีกด้วย สำหรับหนังเรื่องดังกล่าวแม้จะเป็นหนังที่ต้นทุนไม่สูงมากแต่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อย่างมาก ถึงขั้นเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ และชมรมนักวิจารณ์บันเทิง

“ทุกวันนี้เราได้เรียนรู้ว่า คนเราจะเติบโตได้ต้องอาศัยการเรียนรู้ที่จะมองเห็นคนอื่น ให้เกียรติคนอื่น ไม่หยิ่งยโส ผมเชื่อว่าถ้าเราถือครองสิ่งเหล่านี้ได้ มันจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาตนเอง ผมให้ความสำคัญกับลูกค้าทุกคนเสมอ รวมทั้งผู้ถือหุ้น หรือแม้แต่ทีมงานทุกส่วน เราให้รับฟังทุกความคิดเห็น เพื่อที่จะนำองค์กรไปสู่การเติบโตและก้าวหน้าได้ นอกจาก การรับฟังผู้อื่นแล้ว การให้เกียรติผู้อื่น รวมทั้งการให้โอกาสคือสิ่งสำคัญเช่นกัน” สิริพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ผู้จัดทำ

บทความที่คุณอาจสนใจ