มากกว่าความสำเร็จ คือ รู้ว่าทุกเช้าตื่นขึ้นมาเพื่ออะไร? “วีระ เจียรนัยพานิชย์”

12 Jul 2019

     จากเด็กต่างจังหวัดที่เกิดในครอบครัวค้าขาย พ่วงด้วยความฝันและความหวังของทางบ้าน ในการผลักดันด้านอาชีพบริหารธุรกิจ ทำให้ วีระ เจียรนัยพานิชย์ มีโอกาสได้เลือกเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต และได้เริ่มต้นทำงานสายบริหารธุรกิจ ในตำแหน่ง ผู้จัดการด้านการบริหารงานจัดซื้อและการตลาดของธุรกิจค้าปลีกชั้นนำทั้งในเครือเซ็นทรัลและ 7-11 ที่สั่งสมให้เขาค้นพบเส้นทางในอาชีพและยังคงชัดเจนบนถนนสายนี้

 

     ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง Vice President : Head of segment execution ที่ ธนาคารกสิกรไทย (Kbank) พร้อมกับอีกบทบาทคือ การเป็นอาจารย์พิเศษ วิชาการบริหารเชิงกลยุทธ์ ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ SME ร่วมงาน      กับธนาคารกสิกรไทย ตั้งแต่ปี 2549 รับผิดชอบงานด้านการตลาดและสร้าง SME Networking

 

 

     และนี่คือบทสัมภาษณ์ว่าด้วยแนวคิดการทำงานของรองผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์การ กับบทบาทสุดท้าทายใน K Onlineshop Space ที่พร้อมจะขับเคลื่อนการบริการและกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยประสบการณ์การบริหาร สู่การเป็นที่ปรึกษาผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ครบวงจร ไปจนถึงบทเรียนในการบริหารทีม และบทเรียนดีๆ ที่ศิษย์เก่ามากความสามารถคนนี้ได้จากมหาวิทยาลัยรังสิต

 

 

วันดีๆ ในชีวิตมหาวิทยาลัยสู่บทเรียนชีวิตจริง
เมื่อปี 2537 วีระ เจียรนัยพานิชย์ หรือโอ เป็นนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ที่ตั้งใจเรียนคณะนี้เพื่อสานต่อธุรกิจครอบครัว และเขายังเป็นนายกสโมสรนักศึกษา ร่วมทำกิจกรรมมากมายในมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจุดนี้เองที่เขายอมรับว่าเป็นพื้นฐานที่ช่วยหล่อหลอมให้รู้จักใช้ชีวิตและเข้าใจคนหลายประเภทมาจนถึงทุกวันนี้

 

     “ตอนเรียนยุคนั้นเรียกว่ามหาวิทยาลัยไร้รั้ว และเนื่องด้วยเราเป็นเด็กต่างจังหวัดก็ได้อยู่หอใน เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แลกเปลี่ยนกับเพื่อนคณะต่างๆ เพราะไม่มีพื้นที่กั้นระหว่างคณะ คนอยู่หอเดียวกันก็มีเพื่อนข้ามคณะเยอะไปหมด ตอนปี 3 การเป็นนายกสโมสรนักศึกษา ได้ทำกิจกรรมข้ามคณะ ทำให้ได้รู้จักวิธีการสื่อสารกับคนหลายประเภท พอออกมาใช้ชีวิตจริงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คือคนที่อยู่ในสังคมเป็นคนที่หลากหลายอาชีพ พื้นฐานความรู้ที่ไม่เหมือนกัน เราจะเข้าใจเขาได้อย่างไร จะอยู่ร่วมกับเขาได้อย่างไร ซึ่งการทำกิจกรรมข้ามคณะตอนนั้นสำคัญมากๆ และที่สำคัญเรื่องของวิชาเรียน คณะบริหารที่ ม. รังสิต สอนวิชาการบริหารได้ดีมาก ทำให้เห็นภาพจริงของการบริหารไม่ใช่แค่ในทฤษฎี มันได้เอามาใช้จริงตอนเรียนมหาวิทยาลัยด้วย ต้องขอบคุณ ม.รังสิต ที่สร้างพื้นฐานวิธีคิดดีๆ ของเราให้ตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่ไร้รั้วในช่วงนั้น”

 


เครดิตรูปจาก เฟซบุ๊ก oweera

 

ค้นพบตัวเองในอาชีพที่ใช่ กับชีวิตที่ชอบ

     พ้นจากคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จนได้ใบปริญญามาครอง โอยังไม่ค่อยแน่ใจกับเส้นทางชีวิตเท่าไหร่ แต่ด้วยคณะบริหารได้สอนวิชาเกี่ยวกับบริหารหลายอย่างไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ ทำให้เขาหยิบจับสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในเส้นทางอาชีพ เริ่มตั้งแต่การเป็นเซลล์ขายวิตามินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สู่การกลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพ เป็นผู้จัดการด้านการบริหารงานจัดซื้อและการตลาดในเครือเซ็นทรัล ทั้งยังเคยเป็นผู้จัดการฝ่ายเคลื่อนไหวสาธารณะ สถาบันวิทยาการการเรียนรู้ (องค์การมหาชน) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

 

     ก่อนจะเข้ามาทำงานที่ กสิกรไทย และเติบโตในสายงานมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันกับตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์การ K ONLINESHOP SPACE หรือ KOS ศูนย์ให้ความรู้ และให้คำปรึกษาคนอยากทำธุรกิจออนไลน์ ซึ่งจะรวมพาร์ทเนอร์ และผู้เชี่ยวชาญในหลายๆ ด้านมาช่วยให้ธุรกิจไหลลื่นอย่างครบวงจร โดยระหว่างทางเขายังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรและกรรมการตัดสินในฐานะผู้เชี่ยวชาญสตาร์ทอัพหลายเวที อาทิ รายการสมรภูมิไอเดียช่อง 3 วิทยากร กิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่าย KSME Care รวมถึงร่วมเขียนหนังสือคู่มือการเป็นผู้เริ่มต้นธุรกิจ Startup เสี่ยยุคใหม่

 


เครดิตรูปจาก เฟซบุ๊ก oweera

 

     “ทุกวันนี้ทำงานกับองค์กรกสิกรไทยมาเป็นเวลา 13 ปีแล้ว โดยบทบาทที่ได้รับคือ ดูแลลูกค้าผู้ประกอบการ ฝั่ง SME มาตลอด ซึ่งการทำงานที่กสิกรไทยนี่แหละ ที่เราคิดว่าทำให้ได้ค้นพบตัวเองในสายงานที่ชอบ ว่าเราเป็น Marketing ด้วยก็จริง แต่ขณะเดียวกันเราก็ชอบแบ่งปันความรู้คนอื่นด้วย คือพอได้มาดูแลลูกค้า SME เราก็เลยได้ใช้ประสบการณ์ด้านบริหารธุรกิจที่หลากหลายมาแชร์ให้กับผู้ประกอบการ SME และได้ทำงานในหลายฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนกลยุทธ์ การซื้อสื่อ ฟังก์ชันของการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และฟังก์ชันในปัจจุบันคือ เป็นคนให้ความรู้โดยตรง เพราะระหว่างที่เราไปทำงานพัฒนากลยุทธ์ให้กับธนาคาร เราก็มีโอกาสร่วมเวทีกับที่ต่างๆ ได้มีโอกาสไปสอน เอาความรู้ที่ทำงานมาบวกความรู้ที่ได้เรียนมาทำงาน แล้วแปรเป็นเครื่องมือที่ใช้จริง แล้วไปสอนกับคนทั่วไปที่เป็นลูกค้า SME ของธนาคาร"

 


เครดิตรูปจาก เฟซบุ๊ก oweera

 

อย่ากลัวปัญหา เพราะปัญหามีไว้แก้
     อย่างที่รู้กันดีว่าทุกชีวิตการทำงานไม่ได้ราบรื่นหรือจะแฮปปี้ตลอด ซึ่งสำหรับ วีระ เจียรนัยพานิชย์ ก็เป็นคนหนึ่งที่แม้จะเดินทางมาถึงจุดเรียกว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้วก็ตาม ก็ยังต้องเจอะเจอกับปัญหาและอุปสรรคระหว่างการทำงานเหมือนกัน “คนทำงานทุกคนมีโอกาสที่เจอปัญหาตลอดอยู่แล้ว แต่ชอบที่เจ้านายคนหนึ่งที่อยู่กสิกรไทยนี่แหละ สอนว่า เขาจ้างเรามาแก้ปัญหา ถ้าไม่มีปัญหาคงไม่จ้างเรา เพราะฉะนั้นเจอปัญหาอย่าไปตกใจ อย่าไปกลัว เราก็หาให้เจอว่าอะไรคือ ต้นเหตุของปัญหาแล้วแก้มันซะ อย่ามัวไปจมอยู่กับปัญหา ก็คิดว่ายิ่งแก้ปัญหาที่ใหญ่ ค่าตัวก็ยิ่งแพงขึ้น”

 

     “นิยามความสำเร็จสำหรับเราแค่รู้ว่าตื่นเช้าขึ้นมาเพื่ออะไร และวันนี้เรารู้แล้วว่าเราตื่นเช้ามาเพื่ออะไร เรามีเป้าหมายในชีวิตของเราที่ชัดเจน เรารู้ว่าวันนี้ตื่นมา งานสำเร็จที่สุดของวันเราต้องทำอะไร เราทำมันให้เสร็จเราก็ก้าวไปสู่เป้าหมายอีกขั้น แต่เป้าหมายของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อย่างเป้าหมายชีวิตของเรา ก็คงเป็นการดูแลครอบครัวได้ และยังมีเวลาช่วยเหลือสังคมได้ด้วย เพราะทุกวันนี้นอกจากทำงานประจำที่กสิกรไทย ก็ยังได้ช่วยงานภาคการศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ปีนี้ก็ได้มีโอกาสเป็นกรรมการของสมาคมการบริหารทรัพยากรบุคคลแห่งประเทศไทย ก็จะไปช่วยพี่ๆ HR ได้รู้ว่าเครื่องมือทางการตลาดจะช่วยให้การบริหารงานบุคคลประสบความสำเร็จได้มากขึ้นได้”

 


เครดิตรูปจาก เฟซบุ๊ก oweera

 

บทบาทที่ท้าทายสู่ความสุขในการทำงานที่สร้างด้วยวิธีคิด
     ปัจจุบัน วีระ เจียรนัยพานิชย์ ในวัย 42 ปี ยังคงรู้สึกท้าทายในภารกิจใหม่ๆ ในการเป็นฟันเฟืองที่กำลังมีส่วนร่วมให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นมากกว่าธนาคาร และมองว่าความสำเร็จจากทุกก้าวเดินบนเส้นทางสายงานบริหารยุทธศาสตร์องค์การ นอกจากประสบการณ์ที่ช่วยพัฒนากระบวนความคิดแล้ว ความรู้จากมหาวิทยาลัยก็สำคัญ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล เขาจำกัดความให้ฟังว่าสิ่งที่พาให้เขามาถึงจุดนี้มาจาก A (attitude) B (believe) และ C (commitment)

 

     “ถ้าถามว่าอะไรเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ ส่วนตัวคิดว่ามี 2 – 3 เรื่อง อย่างแรกคือ เรื่อง Attitude (ทัศนคติ) เป็นเรื่องที่ถ้าเรารู้จักจับจุดดีของคนอื่น มองโลกในแง่ดี มองทุกอย่างให้เป็นบวก เราก็มีโอกาสพัฒนาได้ดี อันที่สอง คือ Believe (ความเชื่อ) เราเชื่อว่าทุกอย่างเราสามารถทำได้ ไม่มีอะไรที่เกินศักยภาพ เราก็จะสามารถไปสู่เป้าหมายนั้นๆ ได้ สุดท้ายที่คิดว่ามันมีผลที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ก็คือ เรามีคอมมิทเมนท์ คือถ้าไม่มีคอมมิทเมนท์ เราก็จะทำงานไปวันๆ ไม่มีเป้าหมายประจำวัน ว่าช่วงไหนต้องไปถึงไหน เราจะต้องไม่เลือกทำสิ่งที่มันสบายๆ เราเลือกทำสิ่งยากๆ เพราะมันเป็นชนวนที่ทำให้เราไปสู่เป้าหมายชีวิตได้เร็วขึ้น

 

     “ทุกวันนี้ความสุขในการทำงานของเราคือ จะต้องทำให้คนยิ้มได้อย่างน้อยวันละ 3 คน ทุกวันเราจะได้เห็นลูกค้า ที่เรากับเพื่อนได้มีโอกาสช่วยเหลือ แบ่งปันความรู้เติบโตขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เราเห็นลูกน้องที่เขาสามารถแก้ปัญหาที่เขาเคยเจอได้ แล้วเขาสามารถเรียนรู้ว่าต่อไป เขาจะแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้ ความสุขก็คือ ทำให้คนอื่นรู้ว่าเขาสามารถพัฒนาไปได้อีกขั้น แล้วตัวเราเองก็สามารถแอคทีฟตัวเราเองได้”

 

ผู้จัดทำ

บทความที่คุณอาจสนใจ