อิสระจริงๆ ...
อิสระจากการทำ ไม่ใช่ทำแบบอิสระ
อิสระจากรูปแบบ ไม่ใช่รูปแบบที่ไม่มีรูปแบบ
อิสระจากหลักการ ไม่ใช่หลักการที่อิสระ
อิสระจากกระบวนการ ไม่ใช่กระบวนการที่อิสระ
อิสระจากวิธการ ไม่ใช่วิธีการที่อิสระ
อิสระจากความคิด ไม่ใช่คิดแบบอิสระเรื่อยเปื่อย
อิสระจากการปฏิบัติ ไม่ใช่ปฏิบัติแบบอิสระ
อิสระจากจิต แล้วจิตจะเป็นอิสระ
อิสระจากใจ แล้วใจจะเป็นอิสระ
อิสระจากความอิสระ แล้วจะอิสระ
ไม่ใช่อิสระแบบอิสระ เพราะ “อิสระไม่มีแบบ”
บทความที่กล่าวมานี้เป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือ “เพียงแค่รู้” ของพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้ทำให้ผมรู้สึกอึ้งและงงอยู่สักพักใหญ่ หลังจากนั้นผมถึงได้ร้อง อ้อ !!! มันเป็นอย่างนี้เอง ... ความอิสระ
ถึงแม้ว่าบทความของพระอาจารย์จะกล่าวถึงการปฏิบัติธรรม แต่หลายครั้งที่ผมได้ยินได้ฟังคำสอนของพระอาจารย์ ผมมักจะนำคำสอนของท่านมาคิดตรึกตรองหรือนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมมีความผูกพันธ์ด้วย และหนึ่งในหลายสิ่งที่ผมผูกพันธ์ด้วยเป็นเวลานานนั้นก็คือ ดนตรีแจ๊ส ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า ดนตรีแจ๊สกับความอิสระนั้นเป็นของคู่กัน
พระอาจารย์สอนและแนะนำอยู่เสมอว่า รูปแบบและแนวทางการปฏิบัติธรรมนั้นมีหลากหลาย ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ไม่มีรูปแบบที่สำเร็จรูป และไม่มีใครสามารถรับรองได้ว่าหากฝึกปฏิบัติตามรูปแบบนี้แล้วจะบรรลุธรรม เพราะแต่ละคนมีความเป็นปัจเจกบุคคล มีพื้นฐานและประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนฝึกปฏิบัติแบบนี้แล้วสำเร็จผล แต่อีกคนหนึ่งฝึกปฏิบัติด้วยวิธีการเดียวกันอาจไม่บรรลุผลสำเร็จก็เป็นไปได้ อาจเป็นเพราะรูปแบบการปฏิบัติแบบนั้นไม่ถูกกับจริตของเขา การปฏิบัติธรรมที่ถูกนั้นต้องมีความอิสระ เบา สบาย ไม่ควรมีความเครียด ไม่ควรรู้สึกอึดอัด เพราะหากปฏิบัติแล้วมีความรู้สึกว่าลำบากทั้งกายทั้งใจ เหมือนถูกบังคับอยู่ตลอดเวลา การปฏิบัติที่ทำให้รู้สึกอย่างนั้น จะนำไปสู่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ได้อย่างไร
เช่นเดียวกันกับการปฏิบัติธรรม การอิมโพรไวส์ (Improvisation) หรือการด้นสดของดนตรีแจ๊สนั้นก็ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว นักดนตรีแจ๊สแต่ละคนควรพยายามหาหนทางการเล่นที่เป็นของตนเอง เพราะดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีที่แสดงออกถึงความรู้สึกเฉพาะตัว จึงไม่มีใครสามารถเล่นเหมือนกันได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ความแตกต่างระหว่างการเล่นดนตรีของคนผิวดำกับคนผิวขาว คนผิวดำที่เป็นทาสนั้นถูกกดขี่ข่มเหง ไม่ได้รับความเท่าเทียมจากสังคม พวกเขาจึงมีวิธีการถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทางดนตรีที่เป็นแบบเฉพาะของตัวเอง ซึ่งการแสดงออกเหล่านั้นจะแตกต่างกับการเล่นดนตรีของคนผิวขาวที่ไม่เคยตกระกำลำบากอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนผิวดำริเริ่มและพัฒนาดนตรีแจ๊สที่เรียกว่า Bebop ด้วยวิธีการเล่นที่ รวดเร็ว ดุดัน สนุกสนาน ทำให้ Bebop ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ถึงแม้คนผิวขาวจะพยายามลอกเลียนแบบการใช้สำเนียงและวิธีการเล่นของคนผิวดำอย่างไรก็ไม่มีทางเหมือน เนื่องจากไม่มีใครสามารถเล่นเหมือนใครได้อย่างแท้จริง เมื่อเป็นเช่นนั้นนักดนตรีผิวขาวจึงได้พยายามหาแนวทางการเล่นในรูปแบบของตนเองขึ้นมา จนกลายเป็นดนตรีแจ๊สที่เรียกว่า Cool Jazz
“อิสระจากการอิมโพรไวส์ ไม่ใช่อิมโพรไวส์แบบอิสระ” เพราะการอิมโพรไวส์อย่างอิสระไม่มีแนวทาง ไม่มีการศึกษาค้นคว้าและฝึกฝนมาก่อนนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นแบบมั่วๆ ถึงแม้ดนตรีแจ๊สจะเป็นดนตรีที่ให้ความอิสระกับผู้เล่นมากที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นจะสามาถเล่นอะไรตามใจตนเองได้ การอิมโพรไวส์ในบทเพลงแจ๊สทั่วไปจะมีทางเดินคอร์ดที่เป็นเสมือนเส้นทางที่นักดนตรีต้องเดินตาม ซึ่งการเล่นในเบื้องต้นเราควรอิมโพรไวส์ตามทางเดินคอร์ดที่อยู่ในบทเพลงนั้นๆ เพื่อที่เราจะได้เล่นได้อย่างถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยน
จริงอยู่ที่การหลุดออกจากเส้นทางเดิมนั้นบางครั้งก็อาจทำให้พบกับเส้นทางใหม่ๆ แต่อย่างน้อยเราก็ควรจะลองเดินตามทางให้ได้เสียก่อน เพื่อป้องกันการหลงทาง และทำให้รู้ว่าจุดหมายนั้นอยู่ตรงไหน...
อาจารย์ธีรัช เลาห์วีระพานิช
วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต
******************************************
"