“พรหมลิขิตละคร” ละครที่ต่อสู้เพื่อนำความสุขสามัญคืนสู่ชีวิต

24 Jan 2024

     ภาคต่อจาก “บุพเพสันนิวาส” ของรอมแพงบทโทรทัศน์โดย “ป้าแดง” ศัลยา สุขขะนิวัตติ์เป็นเรื่องเล่าย้อนยุคแต่ล้ำยุคถ้ามองด้วยทฤษฎี The Presentation of Self in Everyday Life ของ Erving Goffman

     ประเด็นคือเรามักจะติดกับรสแซ่บของละครกระแสเก่าที่พัฒนารสไปตามปากคนดูหมู่มวล รสนี้ตั้งต้นกันที่ฮอลลีวู้ดอันเป็นผลจากรสปากของชนชั้นแรงงานในยุโรปที่อพยพสู่โลกใหม่  โลกใหม่ภายใต้โลกทัศน์ที่มีบรรพชนถูกกดขี่จากขุนนางยุโรปจึงมาสู่แผ่นดินใหม่ด้วยศาลเตี้ยตามแนวหนังยุคแรกและมาสู่ยุคยิ่งแรงยิ่งใช่ในอิทธิพลสื่อสารมวลชนซึ่งผลิตเพื่อขายคนส่วนใหญ่

     แนวคิดเรื่อง  Everyday Life เป็นแนวคิดทีมีมานานแล้วช่วง 1956 ที่ให้ค่าว่าวันธรรมดาก็งามได้  ขณะที่คนส่วนใหญ่มักมองว่า “วาระพิเศษ” จำพวกเทศกาลซึ่งจะมีความเป็น “งานช้าง” เป็นวาระพิเศษ เป็นคราวสำคัญ เป็นสิ่งที่ต้องรอคอย เช่น เทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้เป็นต้น  เรามีวาระพิเศษกันขึ้นมา มีวาระแห่งชาติ แห่งโลก แห่งบ้าน แห่งเมือง จนถึงแห่งคน เช่น งานวันเกิด เป็นต้น  ประเด็นคือการสร้างวาระนำไปสู่ “การชงวาระ” Agenda Setting   ในโลกสื่อ กล่าวคือ “ทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่องได้ด้วยวิธีการของสื่อที่จะอุปโลกน์ใด ๆ ขึ้นมาให้เป็นกระแส เป็นเรื่องเป็นราว เพราะมนุษย์อยู่ไม่ได้หากชีวิตทุกวันเป็นเช่นทุกวัน” มนุษย์จึงเลือกลงโทษมนุษย์ด้วยการทำให้ทุกวันของคนที่ถูกลงโทษเป็นเหมือนทุกวันเดิม ๆ นั่นคือชีวิตในคุกซึ่ง “ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน” แปลว่าไม่เห็นรอยต่อ รอยเปลี่ยน ไม่เห็น “วาระ”

     การจัดวาระพิเศษเทศกาลทั้งหลายแหล่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นโดยผู้มีอำนาจในสังคมนั้น ๆ โดยมีเบื้องหลังอะไรบางอย่างหรือหลายอย่างซ่อนอยู่เสมอ แน่นอนว่าทั้งดีและเลวที่คนไม่รู้เท่าทันหรือรู้แต่ก็ยินยอมหรือจำยอม วาระพิเศษการทำให้เป็นเรื่องเป็นราวบ้าบอในการอุปโลกน์ทำให้ชีวิตงมงายในทางหนึ่ง 

     มีนักคิดพูดถึงโครงสร้างสามเหลี่ยมว่าแบ่งคนเป็นชั้น ๆ เมื่อมองด้วยเกณฑ์อำนาจในสังคมซึ่งควบรวมกับอำนาจทางเศรษฐกิจ   “วาระพิเศษ” คือผลพวงของระบบนั้น นั่นคือโลกเก่า เทคโนโลยีทางการสื่อสารอินเตอร์เน็ตตอบสนองวิถีชีวิตใหม่ของผู้คนให้เห็นความสำคัญของคนแต่ละคน จึงเกิดกระแส “รากหญ้า” “สมรสเท่าเทียม” ฯลฯ ตามมา  เมื่อ“วาระพิเศษ” อยู่ในโครงสร้างที่จัดวาง Time and Space ให้เรียงชั้น แน่นอนว่า “วันธรรมดา ๆ” จะอยู่ข้างล่าง  Everyday Life เป็นแนวคิดที่ต้านโครงสร้างสังคมเดิมและสัมพัทธ์กับสังคมปัจเจกที่ให้ค่าความเป็นธรรมดาของชีวิต  เรื่องนี้เรื่องใหญ่ในโลกเรื่องเล่า

     เราต่างติดรสแซ่บฮอลลีวู้ดมานาน แต่กระแสซีรีส์ส่วนหนึ่งก็เล่นเรื่องธรรมดาของคนธรรมดามาอยู่พอสมควรซึ่งตอบโจทย์จริงของชีวิตร่วมสมัย นวนิยายที่เล่นเรื่องชีวิตธรรมดาของคนธรรมดาก็มีอยู่ไม่น้อย  บทละครเรื่องหนึ่งซึ่งผมชอบมากขนาดจุกอกติดตราตรึงคืองานของ Thorton Wilder ชื่อ Our Town จุกจริง ๆ ไม่อยากเล่าตรงนี้ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า “วันอันแสนธรรมดาของชีวิตคนนั้นแท้จริงแล้วช่างงดงาม” (แต่ปัญหาคือคนมองไม่เห็น)  ดังนั้นการที่ “พรหมลิขิต” เลือกที่จะเล่าให้เห็นชีวิตประจำวันของคนสมัยอยุธยา ผ่านตัวละครธรรมดา ๆ ตัวหนึ่งที่มีชีวิตธรรมดา ๆ ในยุคหนึ่ง ท่ามกลางช่วงเวลาอันร้อนผ่าวของยุคสมัยจึงเป็นอีกหนึ่ง “ความกล้าหาญทางศิลปะ” ที่จะต่อต้านแนวนิยมว่าเรื่องเล่าผ่านจอต้องเกิดจากตัวละครที่เปรี้ยงปร้างรุนแรงเร่งเร้า  ขณะที่งานนี้ตัวละครแค่ดำเนินชีวิตไปบนกาลเวลาและวาระหนึ่ง เป็นความพยายามที่จะฉายให้เห็นภาพของชีวิตประจำวันของตัวละครกลุ่มหนึ่งซึ่งน่าสนใจในการประกอบสร้างงานให้สามารถเล่าชีวิตธรรมดาในวันธรรมดา ๆ ได้  ว่าเป็นเป็นโครงสร้างผสมบนวาระและกาลเวลาปลายอยุธยาที่เรารู้เรื่องเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ว่าคนในเวลานั้นเขาคิด รู้สึก นึกเห็นอย่างไร  เรื่องนี้จึงสำแดงสิ่งนั้นตามอำนาจแห่งจอที่พาเราข้ามมิติไปเห็นอีกกาลเวลาหนึ่ง ความสุขและการเรียนรู้ชีวิตจึงอยู่ตรงนั้น ตรงที่เราได้เห็นบ้านนี้เมืองนี้ในเวลานั้นผ่านชีวิตประจำวันธรรมดา ๆ ของคน

     ในแนวคิดของ Goffman ซึ่งพูดถึง Theatre ที่ Shakespeare กล่าวไว้นั้นมาสำแดงให้เห็นในทางสังคมวิทยาพูดเรื่อง Self เหมือนการเลือกตัวตนลงไปเล่นในแต่ละฉากของชีวิต คือมี “ตัวเราข้างใน” ที่เป็นคนละตัวกับ ”ตัวที่เราออกไปแสดง” เมื่อที่สุดแล้วเราไม่มี self ประเด็นการข้ามภพชาติในละครจึงเป็นเหมือนการตกลงไปในฉากใหม่ของชีวิตและเราเลือก “ตัวตน” มาสวมใส่เพื่อใช้เล่นในฉากนั้น “ตัวตน” ที่นี้ไม่ได้หมายเพียงฐานะตำแหน่งทางสังคมที่แสดงออกผ่านเสื้อผ้า แต่ยังหมายถึงบุคลิกลักษณะข้างในหรือ inner character ที่แท้จริงแล้วเราก็ต้องเลือกเอามาเล่น เราต่างเลือกสร้าง เลือกจำ จากสิ่งที่มันไม่มีอยู่ก่อน 

     อำนาจของฉาก setting ที่กระทำต่อชีวิตคน เห็นความจำเป็นที่จะต้องสวมใส่ “ตัวตน” เพื่อเล่นไปตามบทที่สังคมคาดหวัง  เกิดเป็นลักษณะตัวละครที่เป็นผลมาจากฉากทางสังคมที่แตกต่างมาปะทะกันในโจทย์ “พรหมลิขิต” ต่างยุคต่างคิดในโจทย์เดียวกัน  

     ความสนุกแบบการดูด้วย “วิธีการสังเกต” เป็นการดูแบบถอยตัวห่างออกมาอาจจะไม่ใช่วิธีคุ้นชินของการดูหนังดูละครที่เราเคยคุ้นกับการ “อิน” สุขทุกข์ร้อนหนาวเท่ากันหรือมากกว่าตัวละครประหนึ่งว่าเราเป็นตัวละครเสียเอง แต่การดูแบบเพียงมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นและมองลงไปในมิติอื่น ๆ  บางคนอาจเห็น “ตัวพระ” ในฐานะภาพสะท้อนของพระเอกตามแบบฉบับของวรรณคดีไทย คือ อรชนอ้อนแอ้นตามขนบ และเห็น “ตัวนาง” ที่มาจากอีกความคิดหนึ่งที่ต้านยันความเป็นตัวนางอย่างเก่าด้วยการแสดงออกเรื่องความรักแบบผู้กระทำสร้างวาทกรรมย้อนแย้งถึงขั้นยอมพิพากษาชีวิตตนเองเทียบกับตัวพระเป็นภาพสะท้อนความคิดของโครงสร้างสังคมอยุธยาในสมัยนั้น  ละครจึงเป็นการฉายวัฒนธรรมทางความคิดของคนแต่ละยุค  จนเกิดเป็นการสนทนาในความเงียบระหว่าง “เรื่อง” กับ “คนดู” ที่ดูได้มากกว่าเพียงสีสันหรือเพียงการตามติดตัวละคร

     ศักราชใหม่ของการดูละครอาจต้องชวนคนดูให้สนุกดูด้วยวิธีที่หลากหลายกว่าเก่า ซึ่งว่าไปคนดูก็ “ตาคม” ขึ้นเรื่อยๆ  เป็น smart audience ขยับไปไม่หยุดเช่นกัน ทุกวันนี้คนดูละครไทยเราไม่ตั้งประเด็นว่าทำไมละครไม่เหมือนในนิยายที่อ่านกันอีกแล้ว  เราไม่เอาข้อความจริงทางประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ไปทาบวัดแบบสุ่มสี่สุ่มห้า  บางงานเราก็ “ดูแบบภาพประกอบ” อย่างการดู “สี่แผ่นดิน” หรือ “ข้างหลังภาพ” เป็นต้น  เราสามารถดูละครในแบบอื่น ๆ ที่ต่างไปจากไม้บรรทัดเดิมของอเมริกาได้อีกมากมาย อย่างน้อยที่สุดเรื่องทางไทยเดิม  ๆ ที่เราดูกันซ้ำ ๆ แล้วยังได้รสเพราะเราไม่ได้ “ดูเรื่อง” เป็นต้น  

     ขอบคุณ “พรหมลิขิต” ที่ต่อสู้เพื่อให้ชีวิตธรรมดาในแต่ละวันของคนมีที่ยืนในโลกของเรื่องเล่าที่ไม่จำเป็นต้อง “ยิ่งกว่านิยาย” เสมอไป เพราะการ “เปิดหน้าต่าง” นั่งมองวิถีชีวิตและความคิดคนปลายอยุธยาได้เสมือนอยู่ตรงหน้าต่างบ้านนี่ก็งามยิ่งแล้ว 

     หมุดหมายการดูแบบต้องออกรสแซ่บนั้นให้ความชอบธรรมแก่ชีวิตทางโลกย์พร้อมกับการชี้ให้เห็นแจ้งเบื้องต้นในทางธรรม  แต่ทว่าสิ่งที่ต้องไปให้ไกลกว่านั้นเมื่อคนดูโตขึ้นคือการเห็น “ความว่าง” อย่างผู้สังเกตการณ์ชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องสุขทุกข์ร้อนผ่าวไปตามตัวละครในเรื่องอย่างที่เคย

     ใครว่าไงก็ล้วนมีสิทธิ์ในยุคความคิดที่แตกต่าง แต่สำหรับผม ผมกราบงานชั้นครูชิ้นนี้นะ ...  

 

บทความโดย : ผศ.ดร.เธียรชัย อิศรเดช วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ ม.รังสิต 

        

"

ผู้จัดทำ

บทความที่คุณอาจสนใจ