“ฤดูร้อนครั้งต่อไป จะไม่ได้เจอกันแล้วสินะ” นวนิยายแปล

02 Mar 2021

“ฤดูร้อนครั้งต่อไป จะไม่ได้เจอกันแล้วสินะ” นวนิยายแปลเล่มใหม่ล่าสุดจากสำนักพิมพ์เนชั่น ผลงานการแปลและเรียบเรียงภาษาไทยโดย อาจารย์อัจฉรา โหตรภวานนท์ หัวหน้าสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของผลงานแปลงานเขียนภาษาญี่ปุ่นมากกว่า 10 เล่ม ทั้งวรรณกรรม หนังสือไวยากรณ์ และวัฒนธรรมภาษาญี่ปุ่น

 

 

“ได้รับการชักชวนจากเพื่อนที่เป็นบรรณาธิการค่ะ เขารู้ว่าครูแปลหนังสือจึงเสนอเล่มนี้มาให้ เพราะเล่มนี้ค่อนข้างฮิตที่ประเทศญี่ปุ่นในตอนนี้ มีการนำเนื้อเรื่องไปทำเป็นการ์ตูน เป็นภาพยนตร์ฉายไปเมื่อปี 2560  เรื่องราวของนวนิยายเล่มนี้เกี่ยวกับนักเรียนหญิงมัธยมปลายที่ป่วย หลังจากที่ย้ายโรงเรียนในช่วงฤดูร้อนก็มาเจอกับพระเอก จับพลัดจับผลูมารักกันจากการเล่นดนตรี แต่ก็จะมีดราม่านิดๆ กุ๊กกิ๊กๆ ตามประสานวนิยายญี่ปุ่น ทางบรรณาธิการก็มองว่าน่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้อ่าน บวกกับความสนใจของตัวครูเองด้วยค่ะ ได้อ่านแล้วชอบจึงตกลง ระยะเวลาในการทำเนื้อหาค่อนข้างสั้น ด้วยแพลนของการเปิดตัวหนังสือ แต่เมื่อแปลเสร็จก็เจอกับสถานการณ์ COVID-19 ต้นฉบับจึงยังไม่ได้ดำเนินการต่อ แต่ตอนนี้ก็เป็นเวลาอันดีที่นวนิยายเล่มนี้ได้วางขายแล้วค่ะ ย้อนกลับไปช่วงเวลาตอนแปล จริงๆ ก็เป็นการแปลที่เรียกว่าราบรื่นค่ะ จะมีเรื่องการใช้คำ ภาษา คำศัพท์ที่ต้องศึกษาเพื่อให้เหมาะกับเป็นภาษาของเด็กๆ แต่เรื่องของศัพท์เทคนิคก็มีต้องเสิร์ชหาดูนิดหน่อยค่ะ ด้วยนวนิยายเล่มนี้ไม่ได้ลงลึกเรื่องด้านเทคนิคเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นเรื่องวิถีชีวิตเสียมากกว่า คำศัพท์จึงต้องเน้นตามช่วงวัย ตามเทรนด์ให้ดูน่าสนใจ อย่างหนังสือหรือวรรณกรรมบางเล่มที่เป็นเชิงลึกเช่น ตัวละครเล่นกีฬาหมากรุกญี่ปุ่น หรือเป็นนักกฎหมาย หรืออื่นๆ เหล่านี้คือต้องทำการบ้านค่อนข้างเยอะ หรืออย่างบางเล่มเป็นซีรีส์เลยค่ะ ต้องอ้างอิงเรื่องราวปริศนา หรือใดๆ จากเล่มก่อนหน้า ที่ครูเคยแปล 6-7 เล่มต่อเนื่อง ถ้าเป็นลักษณะนี้ก็ต้องทำการบ้านเช่นกัน สำหรับเล่มนี้ ต้องขอขอบคุณบรรณาธิการด้วยค่ะที่ช่วยปรับภาษา เกลาภาษาให้ เขาเข้าใจคำศัพท์ที่ใช้แล้วจะถูกใจผู้อ่าน ผู้อ่านเข้าถึงได้ง่ายมากกว่าครู ตัวอย่างเช่น บางคำต้องสื่ออารมณ์ที่หวือหวาเราก็แปลไปกลางๆ ทางบรรณาธิการที่เขาก็รู้ภาษาญี่ปุ่นด้วย เขาก็จะเค้นอารมณ์ผ่านภาษาออกมา อย่างครูใช้คำว่าวุ่นวาย ก็อาจจะต้องปรับใส่อารมณ์เข้าไป เป็น วุ่นวายนรกแตก อะไรประมาณแบบนี้ค่ะ ก็ค่อนข้างอุ่นใจที่มีคนช่วยดูแลตรงนี้ ทำให้เรื่องราวมันน่าอ่านมากขึ้น”

 

 

บทบาทนักแปล

            ความเข้าใจง่ายๆ ของคนทั่วไป เขาจะคิดว่าคนที่เรียนด้านภาษามา ทุกคนจะแปลหนังสือ แปลภาษาได้แน่นอน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่เสมอไป เพราะนักแปลที่ดีนั้นจำเป็นต้องมีประสบการณ์ มีความรู้ และที่สำคัญต้องมีความมุ่งมั่น

            “ช่วงเรียนจบมาใหม่ๆ  ครูก็เป็นอีกหนึ่งคนที่จะได้รับการไหว้วาน หรือขอความช่วยเหลือให้ช่วยแปลภาษาให้ เขาก็คงคิดว่าเรียนมาต้องแปลได้ ครูก็จะบอกว่าขอลองดูก่อน หรือขอรู้ก่อนว่าต้องแปลอะไร คือภาษาในการแปล เมื่อแปลมาแล้วสิ่งสำคัญเลยคือต้องรู้เรื่อง ต้องได้ใจความ เคยอ่านหนังสือแปลบางเล่ม ในฐานะที่เราเป็นครู เป็นนักแปล อ่านไปแล้วก็มีจุดที่เอ๊ะ ประโยคมันแปลกๆ มันขัดหู ก็มีเหมือนกันค่ะ ตรงนี้ครูก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฐานะนักแปลและการเป็นครูด้วย เพื่อจะได้มาถ่ายทอดให้นักเรียน นักศึกษาที่เราสอน มันค่อนข้างจะเป็นประโยชน์กับเด็กๆ ที่ได้เรียนรู้มากกว่าทฤษฎี เขาจะได้เห็นภาพด้วยว่าไม่ใช่เปิดพจนานุกรม หรือเปิดกูเกิ้ลก็ทำงานได้  เพราะครูก็จะบอกเล่าถึงปัญหา อุปสรรคในการทำงานให้ฟังได้ และยิ่งเราได้ลงมือแปลมากเท่าไหร่มันก็เป็นการเก็บชั่วโมงบินที่ดี สำหรับครูเองถึงตอนนี้ก็คลุกคลีกับการแปลนับเป็น 10 ปีน่าจะได้ค่ะ แต่ก็จะมีเว้นๆ ไปบ้าง ผลงานก่อนหน้านี้ จะมีแปลในลักษณะของไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น เช่น การสอบวัดระดับ การแปลวรรณกรรม นวนิยาย การ์ตูน ถ้าเราเป็นคนชอบบรรยาย ชอบตีความ ก็ถือเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่ดีที่เราอาจจะสามารถเป็นนักแปลได้ เพราะการแปลก็เหมือนกับว่าเราถ่ายทอดสิ่งที่ต้นฉบับทำมาแต่สื่อสารออกมาเป็นในภาษาของเรา หลายครั้งที่เราแปลเอง อ่านเองเข้าใจเอง แต่เมื่อต้องมาตีพิมพ์ มันก็จะมีเงื่อนไขที่ต้องปรับอีกมากมาย เรียกว่า ต้องทำกันหลาย Draft เลยค่ะ เช่น นวนิยายเล่มนี้ ก่อนหน้านี้ครูแปลว่า ฤดูร้อนครั้งใหม่ไม่มีเธอ มันอาจจะดูเศร้าไปหรือเปล่า หรือยังไม่สะดุดตา ทางบรรณาธิการเขาก็ปรับเปลี่ยนให้น่าสนใจ ว่าเขาอยากได้ Feel แบบไหน สำหรับหน้าปกเล่มนี้ ก็ถูกออกแบบมาเป็นรูปการ์ตูน ก็อาจจะน่าหยิบมากกว่าทำเป็นปกนิยายธรรมดาก็เป็นได้ ”

 

 

อาจารย์สอนภาษา

            ในขณะที่เราเป็นผู้สอนภาษา เป็นอาจารย์สอนภาษาวิชาญี่ปุ่น สิ่งที่เราสามารถนำไปถ่ายทอดได้มากกว่าทฤษฎี ก็คงจะเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่เรามี

            “หากถามว่าบทบาทของนักแปลกับอาจารย์ อะไรยากง่ายมากกว่ากัน  สำหรับครูก็ไม่ง่ายเลยค่ะ ทั้งสองอย่างไม่มีสิ่งใดง่าย ยิ่งในการสอนหนังสือ กับเด็กกับนักศึกษา เราคงต้องหาวิธีที่จะฝึกเขา แต่ก็คงไม่สามารถอยู่ๆ เอางานที่เราทำไปทดสอบหรือสอนนักศึกษาได้ หลายครั้งที่ครูก็นำประสบการณ์จากการได้ทำงานนักแปลไปสอนเด็กๆ ด้วย ว่าหากใครสนใจอยากเป็นนักแปลต้องทำอย่างไรบ้าง ในเวลาที่เราแปลประโยคก็สามารถแปลได้เลยแบบสั้นๆ แต่อย่างนวนิยาย วรรณกรรม เราจำเป็นต้องรู้โครงเรื่อง อารมณ์ คาแรกเตอร์บทบาทของทุกสิ่งในเรื่องนั้นๆ แน่นอนว่ามันก็จะต้องสนุกกว่าการแปลเอกสาร แปลหนังสือวิชาการ”

 

 

ฝึกฝนให้มั่น ทุกคนก็เป็นนักแปลได้

            นักศึกษา หรือใครที่มีความฝันอยากเป็นนักภาษา ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม สิ่งที่สามารถเป็นทุนที่ดีที่สุดคือเรื่องของการฝึกฝน

            “เราอาจจะต้องเริ่มจากอ่านให้เยอะๆ ฝึกฝน สังเกตุ เพื่อจะได้มีทุนด้านภาษาที่แข็งแกร่ง ภาษาไทยต้องนำไปใช้อย่างไร การสะกดให้ถูกต้องก็ต้องแม่นยำ เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญเลยค่ะ แม้ว่าเราจะแปลภาษาได้ เรียบเรียงได้เข้าใจสละสลวยแล้ว สิ่งสำคัญการสะกดต้องไม่ผิดพลาด การเป็นนักแปลความละเอียดต้องมาก่อนค่ะ หลายครั้งเลยที่ครูแปลงานเสร็จแล้วต้องวางลงก่อน จากนั้นก็กลับมาทบทวนใหม่ ก็มีบ้างที่อ่านสามครั้งเจอที่ผิดทั้งสามครั้งก็มี จริงๆ ต้องมีเวลาให้กับงาน มีเวลาตอนทำงานแล้ว ก็ต้องมีเวลาที่จะทบทวนด้วย เพื่อให้งานออกมาถูกต้อง และสมบูรณ์แบบ หากเราได้ฝึกอ่าน ฟังสำเนียงภาษา ดูละครก็สังเกตุเรื่องราว วัฒนธรรม ฝึกแปลบ่อยๆ มันจะเป็นการเก็บชั่วโมงบินที่ดีเลยค่ะ ยิ่งสำหรับเด็กๆ สมัยนี้ ครูคิดว่าพวกหนูมีเทคโนโลยีที่สามารถหย่นระยะเวลาในการหาข้อมูลที่ดีเลยหล่ะค่ะ สมัยก่อนต้องเปิดพจนานุกรมทีละสาม สี่เล่ม กว่าจะได้ความหมายของแต่ละคำ ก็ต้องใช้เวลา แต่การก้อปปี้ไปใส่เว็บไซต์เพื่อแปล แบบนี้มันจะใช้ไม่ได้แน่นอน  อันนั้นมันคือระบบ คือเครื่องจักร ภาษาตรงนี้มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มันต้องเอามาประยุกต์รวมกันใช้ มันก็จะได้ภาษาที่สละสลวย มีความหมาย”

"

ผู้จัดทำ

บทความที่คุณอาจสนใจ