การท่องเที่ยวไม่มีวันตาย รอวันฟื้นหลังวิกฤต COVID-19

15 Apr 2020

     เป็นที่ทราบดีถึงผลกระทบของการระบาดของเชื้อไวรัส  Covid-19 ที่สร้างความเสียหายในทุกๆด้าน และการระบาดนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ แต่ที่แน่ๆธุรกิจการท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบแบบตรงๆเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการการท่องเที่ยวหรือบริษัททัวร์ โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร การขนส่งทุกด้าน และร้านขายสินค้าที่ระลึก เหล่านี้จะมีลูกค้ากลุ่มเดียวกันคือนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยเอง ผมเองเป็นอาจารย์ผู้สอนทางด้านการท่องเที่ยว สาขาการจัดการการท่องเที่ยว วิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ ม.รังสิต ตลอดระยะเวลากว่า 23 ปีแล้วที่ลูกศิษย์ผมจบออกไปเข้าสู่วงการนี้มากมาย หลายท่านเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ มีธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร เป็นต้น ผมได้โทรไปคุยกับหลายๆคนด้วยความเป็นห่วง เก็บข้อมูล แนวทางในการปรับตัว เพื่อนำข้อมูลนั้นมาสอนวิเคราะห์และใช้ออกข้อสอบให้กับนักศึกษาที่กำลังเรียนการท่องเที่ยวกับผมอยู่ จากบทความนี้เพื่อให้ท่านเข้าใจได้ง่ายๆ ผมจะแบ่งเรื่องราวที่มีผลกระทบกับธุรกิจการท่องเที่ยวออกเป็น 2 ช่วงเวลา คือ

ช่วงเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ ประมาณเดือนธันวาคม 2562-ต้นเดือนมกราคม 2563

      ช่วงนั้นเป็นช่วงจุดสูงสุด (High Season) ของการเดินทางท่องเที่ยว คนไทยจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ (Out Bound) โดยเฉพาะ เกาหลีและญี่ปุ่น ราคาค่าทัวร์จะแพงสุดในรอบของปี ที่มีเงินมากหน่อยก็จะนิยมไปเที่ยวยุโรป กลุ่มองค์กร ผู้สูงอายุจะนิยมไปแถวๆอาเซียนที่ราคาไม่สูงมากนัก แต่ในช่วงนั้นก็เริ่มมีข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้ที่มาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เราจะเรียกกันในช่วงนั้นว่าไวรัสอู่ฮั่น พอเข้าสู่เดือนมกราคม โรคนี้เริ่มรุนแรงมากขึ้น บริษัททัวร์ต่างๆเริ่มมีผลกระทบ ลูกค้าเริ่มทยอยขอยกเลิกการเดินทาง แต่การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศก็ยังปกติอยู่ พอเมืองอู่ฮั่นประกาศปิดเมืองตอนกลางเดือนมกราคมเท่านั้นแหละเป็นเรื่องเลย ลูกค้าทัวร์แห่ขอยกเลิกการเดินทางกัน เหล่าบริษัททัวร์ก็คืนเงินการเดินทางที่เป็นไปตาม พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยว บริษัททัวร์ก็ต้องไปยกเลิกสายการบิน รถโค๊ช รถตู้ ยกเลิกโรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ จะกระทบตามกันเป็นลูกโซ่ บริษัททัวร์บางแห่งพยายามดิ้นรนหากลยุทธ์ต่างๆ เช่นลดราคา เกิดโปร์ไฟไหม้ ก็ยังพอไปได้อีกพักเดียวเท่านั้น จนสถานการณ์สุกงอมช่วงกลางถึงปลายเดือนมกราคมการเดินทางทั้งภายในประเทศ(Domestic) คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ(Out Bound) และชาวต่างชาติมาเที่ยวบ้านเรา(In Bound) หายหมดเป็นศูนย์ แล้วทีนี้จะทำอย่างไรกับกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวนี้ที่อยู่ดีๆแค่ระยะเวลาเดือนกว่าๆก็กลายเป็นผู้ว่างงาน รัฐบาลก็พยายามหามาตรการที่จะช่วยพยุงคนกลุ่มนี้ อีกอย่างนึงประเทศเราก็ไม่ได้ร่ำรวยที่จะเอาเงินมาแจกเละเทะได้แบบอเมริกา ทุกคนทุกบริษัทก็ต้องดิ้นรนให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน

ช่วงที่สองช่วงของการปรับตัวและประคองตัว ประมาณเดือนกุมภาพันธ์- เมษายน 2563

     เป็นช่วงที่การระบาดของไวรัสนี้แพร่ไปทั่วโลกแล้ว รัฐบาลเราก็ประกาศให้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่กับบ้าน ประกาศเคอร์ฟิว ปิดเมือง ปิดร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และห้ามการเดินทางหรือรวมกลุ่มคนทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวก็ต้องหยุดและตกงานกันถ้วนหน้า ผมคุยกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ชำนาญเชี่ยวชาญทัวร์ยุโรปถึงแนวทางในการดูแลพนักงานอย่างไร ซึ่งช่วงแรกก็ให้พนักงานพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างตามสมัครใจ (Leave without Pay) ถัดมาลดเงินเดือนคนที่เหลืออยู่ ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อีกนาน ซึ่งสุดท้ายผมว่าคงหนีไม่พ้นตัวใครตัวมันแน่นอน นี่ขนาดบริษัทใหญ่มีสายป่านเงินทุนเยอะยังไม่รอด แล้วบริษัทเล็กๆก็คงรอดยากครับ ผมยังได้คุยกับลูกศิษย์เจ้าของส่วนธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ก็ต้องปิดตัวเองไปก่อน เลี้ยงพนักงานแบบช่วยซึ่งกันและกัน ส่วนเจ้าของบริษัทรถทัวร์ก็เครียด ไม่มีงานไม่มีเงินเงินสำรองก็ไม่มี พวกที่ทำงานสายการบินนี้พักยาวเลย

     ที่ผมฉายภาพลำดับความมาทั้งหมดนี้ดูจะเครียดๆหน่อย แต่เป็นความจริงที่ทุกคนต้องยอมรับและปรับตัวให้ได้ แต่เชื่อผมเถอะครับว่า “การท่องเที่ยวไม่มีวันตาย” แค่รอเวลาให้โรคนี้สงบก่อน ถ้าท่านเล่นเฟสบุ๊คเหมือนผม ท่านจะเห็นได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่แต่ในบ้านในห้องเริ่มเบื่อกันแล้ว ต่างก็โพสกันว่าเมื่อจบโรคระบาดนี้จะไปเที่ยวไหนกันดี ประหนึ่งร่างกายของทุกคนต้องการการท่องเที่ยว และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวหลังโควิดสงบคือคลื่นนักท่องเที่ยวคนไทยที่จะแห่ออกเดินทางโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพก่อน ส่วนทัวร์ชาวต่างชาตินั้นก็เตรียมได้เลยโดยเฉพาะชาวจีนจะเข้ามาบ้านเราอย่างถล่มทลายด้วยที่คนไทยมีมิตรไมตรีที่ดีกับเค้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา และด้วยศักยภาพความพร้อมทางการบริการการท่องเที่ยวที่ดีเลิศของบ้านเรา

     ในอนาคตธุรกิจการท่องเที่ยวก็ยังคงเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ให้ประเทศเราเป็นอันดับ 1 มาตลอด เสน่ห์ของอาชีพนี้คือการเป็นมัคคุเทศก์ เป็นหัวหน้าทัวร์ ที่ได้เดินทางท่องเที่ยว มีรายได้เฉลี่ยดีกว่าหลายๆอาชีพ มาเรียนท่องเที่ยวเพื่อเตรียมความพร้อมในอนาคตที่สดใสกันได้ที่ สาขาการจัดการการท่องเที่ยว...เราสอนให้ครับ

เรียบเรียงโดย: อาจารย์อิทธิพันธ์ พัฒนานุพงษ์ สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว

วิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต

 

 

"

ผู้จัดทำ

บทความที่คุณอาจสนใจ