“ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัว เปลี่ยนจากความกลัวเป็นการยอมรับ”

20 Jun 2019

 

คุณเคยนั่งคิดเล่นๆ ไหมว่า ช่วงสุดท้ายของชีวิต คุณอยากได้รับการดูแลแบบไหนจากคนที่คุณรัก หรือคนที่ดูแลคุณ?

 

คำตอบคือ บางคนอาจจะเคยนั่งคิด แต่สำหรับบางคนก็ยังมองว่า ความตาย เป็นเรื่องที่ยังไกลตัว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ความตายมันอาจจะอยู่ใกล้ตัวของเรามากจนเรามองข้ามไป แล้วถ้าวันหนึ่งความตาย เกิดขึ้นกับคนที่คุณรัก คุณจะรู้ได้อย่างไร และจะมีวิธีการดูเขาอย่างไร

 

 

ความทุกข์ทรมานและความเจ็บป่วย เมื่อเกิดขึ้นกับตนเองและคนที่เรารักมันมักจะทำลายความรู้สึก และบั่นทอนจิตใจของคนเราเสมอ หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า อยากเก่งอะไรก็ให้ฝึกฝน และทำสิ่งนั้นอยู่บ่อย ๆ แต่ฉันเชื่อว่า เรื่องของความตาย ต่อให้เราฝึกฝนหรือพบเจอความตายตรงหน้าบ่อยแค่ไหน ก็ไม่มีใครไม่รู้สึกเสียใจ และเคยชินกับการสูญเสียได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ก็คือ มันจะดีกว่าไหม ถ้าเราเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้า และรับมือกับมันอย่างมีการวางแผน เพื่อให้คนที่เรารักมีวิธีการดูแล และไม่ต้องกังวลเรื่องเหล่านี้

 

ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (palliative care ) ไม่ได้หมายความถึง การดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงของการใกล้เสียชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว World Health Organization (WHO) ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง การดูแลผู้ป่วย โดยมุ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วย และครอบครัว ซึ่งเผชิญหน้ากับโรคที่คุกคามต่อชีวิต (Life – threatening illness) ไม่ว่าจะเป็นโรคใด โดยเน้นที่การดูแลรักษาอาการที่ทำให้ทุกข์ทรมาน ทั้งอาการเจ็บป่วยทางกาย ปัญหาทางจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณแบบองค์รวม ตลอดจนควรให้การรักษาดังกล่าวตั้งแต่ระยะแรกที่เริ่มวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคระยะสุดท้าย (Terminal illness) จนกระทั่งผู้ป่วยเสียชีวิต รวมถึงการดูแลครอบครัวของผู้ป่วยหลังจากการสูญเสีย

 

ดังนั้น มันจะดีกว่าไหมถ้าเราเริ่มจากการดูแล ใส่ใจ วางแผนร่วมกันกับคนที่เรารักและคนในครอบครัวตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีกว่าปล่อยให้วันนั้นมาถึงแล้ว กลับมานั่งเสียใจว่า ทำไมเราไม่ดูแลคนที่เรารักให้ดีกว่านี้ เราอาจจะเริ่มจากบทสนทนาง่ายๆ กับคนใกล้ตัว เช่น เวลาที่เราไปเยี่ยมคนรู้จักที่โรงพยาบาล หรือเห็นข่าวตามสื่อโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับภาวะความเจ็บป่วย ก็อาจจะมีการชักชวน หรือตั้งคำถามชวนคิดง่ายๆ

 

ขออนุญาตยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น อย่างเช่น ด้านร่างกาย ถ้าวันหนึ่งคุณแม่ป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ คุณแม่อยากให้หมอบอกคุณแม่เลยไหมว่าป่วยเป็นอะไร หรือจะให้บอกกับหนู คุณแม่อยากให้หนูดูแลคุณแม่อย่างไร อยากให้คุณหมอใส่สายให้อาหารไหม อยากให้เจาะคอไหม หรืออยากให้ทำการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว ฯลฯ ด้านจิตใจ คุณแม่อยากให้หนูทำอะไรให้คุณแม่บ้าง หรือคุณแม่ชอบอะไร อยากให้เปิดเพลงที่คุณแม่ชอบให้ฟังไหมฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการสอบถามแบบนี้ทางการแพทย์เราเรียกวิธีนี้ว่า Advance care plan เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถวางแผน เผชิญหน้า และเตรียมรับมือกับความตายได้อย่างมีระเบียบ แบบแผน รวมถึงสามารถวางแผนร่วมกันกับผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วยได้ ตลอดจนยังสามารถช่วยให้ครอบครัวหรือผู้ดูแลมีแนวทางในการวางแผน และเล็งเห็นเป้าหมายของการรักษาไปในทิศทางเดียวกันกับผู้ป่วย ดังนั้น การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการทำให้เวลาที่เหลืออยู่ของผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังต้องรับฟังความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วยอีกด้วย

 

“ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่เราสามารถเปลี่ยนจากความกลัว เป็นการยอมรับ เข้าใจ และใส่ใจคนที่เรารักได้”

 

เรียบเรียงโดย
อาจารย์ราตรี เตชอยู่สุขเจริญ
คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยรังสิต

 


 

"

ผู้จัดทำ

บทความที่คุณอาจสนใจ