Sarn Rangsit Online
ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๑๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘
 

RSU

Home
Editor's Talk
Scoop
News
Showcase
Good Old Day
Interview
Hitchhiker
Law and Order
Bookshelf
Health Tip
On Campus
Joyous Sport
Verbal Language
Life Style
Hidden Question
Editorial Staff
Feedback
Back Issues
Subscribe

On This Month's cover - click for a larger image
On this Month's Cover:
Bilingual Dentistry
 
 
EditorsTalk  

Printable Version
 

ชายผู้ตามหาลมหายใจตัวเอง

  ผมมีสมุดบันทึกอยู่เล่มหนึ่งครับ สมัยก่อนไปไหนมาไหนก็จะหยิบติดตัวไปด้วย ไปเจอไปเห็นอะไรน่าสนใจก็จดเก็บไว้ บางคราวก็ใช้บันทึกแทนไดอารี่ประจำวัน แต่เดี๋ยวนี้ชักขี้เกียจ ก็อาศัยเศษกระดาษใกล้มือ มีอะไรก็จดใส่เศษกระดาษไว้ก่อน แล้วค่อยคัดลอกใส่สมุดบันทึกเล่มนี้อีกที

วันนี้ผมขออนุญาตหยิบเอาข้อความเก่าที่เขียนเก็บไว้มาเล่าให้ฟังนะครับ
........................................................................................

เหตุการณ์แรก เขียนไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2534 หรือสิบสี่ปีที่แล้วว่า วันนี้ไปดูทอล์คโชว์ของอาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ แต่กว่าจะไปถึงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ห้วยขวาง ติดแหงกในแท็กซี่เกือบสองชั่วโมง ฟังวิทยุ จส.100 รายงานสภาพการจราจร ได้ยินแต่คำว่ารถติด สรุปว่าจส.100 ไม่ได้ ช่วยเรื่องจราจรให้หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น แต่ได้ความชื่นใจที่รู้ว่าเราไม่ได้ทุกข์ทรมานแค่เพียงถนนเดียว เพราะทุกถนนในกรุงเทพฯ รถติดสาหัสถ้วนหน้า

ชอบมุขตลกเรื่องคนไทยถือฤกษ์ถือยาม ของอาจารย์ทินวัฒน์ ท่านยกตัวอย่างไปถึงพระนักเทศน์ คือ หลวงพ่อปัญญา แห่งวัดชลประทานรังสฤษฏ์ว่าเป็นผู้ที่คอยเตือนสติในเรื่องนี้ได้ดีที่สุด เพราะเคยมีโยมไปขอให้หลวงพ่อปัญญาให้ดูฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ หลวงพ่อก็เลยใช้วิธีสอนที่ไม่เหมือนใคร

"บ้านสร้างเสร็จหรือยัง?" อาจารย์ทินวัฒน์ ดัดเสียงให้เหมือนหลวงพ่อปัญญา
"เสร็จแล้วเจ้าค่ะ." ดัดเสียงผู้หญิงอีกด้วย
"บ้านมีบันไดหรือยังล่ะ?" หลวงพ่อปัญญา หรืออาจารย์ทินวัฒน์ ซักต่อ
"มีแล้วเจ้าค่ะ" โยมตอบ
"งั้นดี....บ้านเสร็จแล้ว มีบันได้แล้ว ก็ขึ้นไปเลย" !!!!!
.......................................................................................

เหตุการณ์ที่สอง ผมเขียนไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2535 หรือสิบสามปี ที่แล้ว

วันนี้ที่มหาวิทยาลัยมีพิธีปัจฉิมนิเทศ นักศึกษาปีสุดท้ายมารวมตัวกันในหอประชุม คนที่มาบรรยายส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่องการเตรียมตัวสมัครงาน แต่กลับชอบใจตัวอย่างที่อาจารย์สุรวงศ์ วัฒนกูล นักพูดชื่อดังเล่าให้ฟัง เพราะไม่ได้พูดเรื่องสมัครงาน แต่พูดถึงการใช้ชีวิต

อาจารย์สุรวงศ์บอกว่า อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ทุกคนเป็นครูสอนเราได้ทั้งนั้น ครั้งหนึ่งท่านคุยกับคนขับแท็กซี่ ก็รู้ว่าเป็นทิดเพิ่งสึกมาใหม่ๆ จึงถามโชเฟอร์ว่า "บวชแล้วได้อะไร?"

ท่านบอกว่า คำถามของท่านแบบนี้ ถ้าจะตอบให้ง่ายก็ง่าย ตอบให้ยากก็ยาก แต่คำตอบทำเอาอึ้งไปเลย เพราะคนขับแท็กซี่ตอบว่า "อาจารย์ครับ วัดสำคัญที่ธรรมะ คนเราสำคัญที่ใจ เมื่อเราได้บวชเรียนแล้วก็ได้ใจที่มีธรรมะกลับมา"
........................................................................................

ว่าไป เหตุการณ์แรกนั้นทำให้ผมรู้จักชื่อของหลวงพ่อปัญญาและวัดชลประทานฯ ส่วนเหตุการณ์ที่สอง คำคมของคนขับแท็กซี่ ปีนั้นเป็นปีที่อายุผมครบเกณฑ์บวชพอดี แต่กว่าจะได้บวชจริงๆ ก็อีก 12 ปีต่อมา

ผมขาดส่งต้นฉบับคอลัมน์นี้เมื่อฉบับที่แล้ว เป็นการเบี้ยวต้นฉบับครั้งแรกในรอบสี่ปี (โดยมากส่งช้า แต่ไม่เคยเบี้ยว) เพราะผมไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดชลประทานฯ ครับ ทีนี้เมื่อสึกออกมา ก็จะมีอยู่คำถามหนึ่งซึ่งถูกถามบ่อยก็คือ "บวชแล้วได้อะไร?"

ด้วยช่วงเวลาสั้นๆ แค่เดือนเดียว และความที่ยังไม่ตกผลึกความคิดอย่างคนขับแท็กซี่ท่านนั้น ผมคิดว่าความท้าทายที่สุดสำหรับผมคือ การตามหาลมหายใจตัวเอง ใครจะไปคิดว่าช่วงเวลาฝึกสมาธิ การนั่งนิ่งๆ ยืนนิ่งๆ เดินนิ่งๆ เรื่องที่ดูง่ายกลับกลายเป็นเรื่องที่ทำยาก กว่าจะตามหาลมหายใจของตัวเองเจอ เจอแล้วก็ไม่นิ่ง เดี๋ยวคิดถึงอดีต เดี๋ยวคิดถึงอนาคต แต่สำหรับเหตุการณ์ ที่ให้คำตอบผม กลับเป็นวันที่ผมรดน้ำศพพ่อของเพื่อนคนหนึ่งที่มาบวชหมู่พร้อมกัน มันเป็นช่วงวินาทีที่ร่างไร้วิญญาณนี้ได้แสดงธรรมอันยิ่งใหญ่ อันเป็นคำตอบอยู่ตรงหน้า

คำตอบที่ว่า ชีวิตนี้เป็นเช่นนี้ และจะลงเอยแบบนี้ เท่าเทียมเสมอกันทุกคน