การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี ในประเทศไทย

นพปฎล ธาระวานิช*

การท่องเที่ยวในประเทศไทย มีความเจริญรุ่งเรือง สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งยังทำให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศ มีความมั่นคงขึ้นเป็นอย่างมาก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจที่พักแรม ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจบันเทิง และธุรกิจสินค้าของที่ระลึก ต่างมีรายรับที่ดีขึ้น ภาครัฐบาลก็ได้รับภาษีจากรายได้ของธุรกิจแต่ละประเภท นำไปพัฒนาประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทำให้ประเทศไทยของเรามีความเจริญขึ้นเป็นอย่างมาก และ มีการพัฒนาการไปอย่างดี

ธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ เป็นธุรกิจที่นำคนไทยท่องเที่ยวในเมืองไทยเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการได้ดีพอสมควร มีการจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้า มีการรณรงค์ไทยเที่ยวไทยต่างๆ มากมาย ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมากพอสมควร แต่ปัญหาหนึ่งก็คือ นักท่องเที่ยวไทยของเรามักนิยมท่องเที่ยว เพื่อความสนุกสนาน บันเทิง เป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยของเรามีทรัพยากรการท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดีมากมาย ที่ควรค่าแก่การท่องเที่ยว ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทยมากเท่าที่ควร

ผู้เขียนจึงใคร่ที่จะนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี เป็นทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจใคร่รู้ในความเป็นมาของชาติไทยของเรา อยากไปซึมซับกับความงาม สร้างจินตนาการย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีตว่า เรามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างไร ทำไมบรรพชนของเราจึงได้สร้างสรรค์สถานที่ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันน่าทึ่ง คนโบราณเขาทำได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีการก่อสร้างก็ไม่ได้มีเครื่องมือทุ่นแรงช่วยมากมายแต่อย่างใด

เริ่มต้นผู้เขียนอยากจะนำท่านไปท่องเที่ยวจังหวัดที่อยู่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ก่อนแล้วค่อยๆ นำท่านท่องเที่ยวไกลออกไปเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นท่องเที่ยว ณ อุทยานประวัติศาสตร์ก่อน

อุทยานประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมีทั้งหมด 10 แห่ง ได้แก่

1. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา                    จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

2. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี                                จังหวัดเพชรบุรี

3. อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์                                   จังหวัดกาญจนบุรี

4. อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย                                         จังหวัดนครราชสีมา

5. อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง                                       จังหวัดบุรีรัมย์

6. อุทยานประวัติศาสตร์พระพุทธบาทบัวบก                  จังหวัดอุดรธานี

7. อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ                                        จังหวัดเพชรบูรณ์

8. อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร                              จังหวัดกำแพงเพชร

9. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย                                       จังหวัดสุโขทัย

10. อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย                             จังหวัดสุโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์แห่งแรกที่จะแนะนำตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เริ่มต้นจากที่ใกล้ๆ ก่อน โดยใช้กรุงเทพมหานครเป็นจุดเริ่มต้น ก็คือ “อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่า พระนครศรีอยุธยา เป็นราชธานีแห่งที่สองของไทย โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดให้สถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1893 ประกอบด้วยพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น 34 พระองค์ใน 5 ราชวงศ์ ได้แก่ ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททองและราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยเรายาวนานถึง 417 ปี ถูกข้าศึกบุกรุกทำลายย่อยยับในปี พ.ศ. 2310

ระยะเวลาเป็นราชธานียาวนานถึง 417 ปี พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ พ่อค้า ประชาชน ได้สร้างสรรค์อยุธยาประดุจเมืองแห่งเทพไท้เทวาบนสรวงสวรรค์ แม้ปัจจุบัน เราไม่ได้เห็นถึงความงามตามที่ได้เคยสร้างสรรค์ไว้ก็ตาม แต่เราศึกษาจากเอกสารต่างๆ และพบโบราณสถาน โบราณวัตถุเป็นประจักษ์พยานในความยิ่งใหญ่ เจริญรุ่งเรืองของพระนครศรีอยุธยา ดังนั้น พระนครศรีอยุธยาจึงเป็นนครที่น่าหลงใหล และ น่าท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่ง

พระนครศรีอยุธยา มีพระราชวัง โบราณสถาน วัดวาอารามต่างๆ มากมาย รวมไปถึงโบสถ์ในคริสตศาสนา มัสยิดในศาสนาอิสลาม แสดงถึงความเจริญทางศาสนาที่มีมาแต่ครั้งโบราณ พระนครศรีอยุธยามีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอยู่มากมาย

เริ่มต้นท่องเที่ยวตั้งแต่พระราชวังนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยากันก่อน พระราชวังบางปะอิน เป็นสถานที่แรกที่ควรเริ่มต้นท่องเที่ยวก่อนเข้าสู่ตัวเกาะเมืองเพื่อไปเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์

พระราชวังบางปะอิน เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง มีความงดงามมาก แต่น่าเสียดายที่ที่พระราชวังที่สร้างขึ้นในสมัยของพระองค์ท่านได้ผุพังไปตามกาลเวลา เราจึงได้ชมพระราชวังที่ได้มีการสร้างขึ้นใหม่ครั้งรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และพระราชโอรส (รัชกาลที่ 6) ทั้งยังได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน การเที่ยวชมสามารถเดินทางไปเที่ยวชมได้ทั้งทางบกและทางน้ำ กล่าวคือ นั่งรถนำเที่ยวหรือรถประจำทางมาลงที่พระราชวังบางปะอินแล้วต่อรถตุ๊กๆ ท้องถิ่นเข้ามาเที่ยว หรือ นั่งรถไฟมาลงที่สถานีรถไฟบางปะอิน แล้วนั่งรถตุ๊กๆ เข้ามาเที่ยว หากเดินทางมาทางเรือก็ขึ้นเรือได้ที่ท่าเรือพระราชวังบางปะอินโดยตรง

สถานที่เที่ยวชมเริ่มจากเขตพระราชฐานชั้นนอก ซึ่งประกอบไปด้วยอาคารที่มีสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอันสวยงาม

วิจิตรบรรจง ได้แก่  สภาคารราชประยูร ซึ่งเป็นอาคารที่ทำงานของเจ้านายฝ่ายหน้า   ปัจจุบันใช้เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ หมุนเวียนกันไป    พระที่นั่งวโรภาษพิมาน ซึ่งเป็นพระที่นั่งสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค มีความงดงามอย่างมาก พระที่นั่งสถาปัตยกรรมไทยที่งดงามมาก ก็คือ พระที่นั่งไอศวรรยทิพย์อาสน์ ซึ่งเป็นพระที่นั่งโถง ทรงปราสาทยอดแหลม ตั้งอยู่กลางสระน้ำ

ส่วนพระราชฐานชั้นใน มีอาคารสถาปัตยกรรมแบบยุโรปและจีน สถาปัตยกรรมยุโรป ได้แก่ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร เดิมเป็นทรงสวิสชาเล่ต์ ปัจจุบันได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่

อาคารที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมจีน ได้แก่ พระที่นั่งเทียนเม่งเต้ย หรือ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ ซึ่งได้นำเข้ามาจากประเทศจีนเพื่อมาประกอบขึ้นใหม่ นอกจากนี้ภายในพระราชวังยังมีอนุสาวรีย์เจ้านาย 4 พระองค์ที่สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน (พ.ศ. 2430)   อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (พระนางเรือล่ม)

พระตำหนักของเจ้าจอม หม่อมห้ามในรัชกาลที่ 5 อีกมากมาย

สภาพแวดล้อมของพระราชวังก็มีความสงบร่มรื่น มีการจัดภูมิทัศน์อย่างดี ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา สนามหญ้าตัดแต่งเรียบสวยงามเหมือนพรมกำมะหยี่ชั้นดีสีเขียว มีสระน้ำ น้ำพุ และอาคารประกอบอีกมากมาย ซึ่งน่าเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง

การเดินทางไปเที่ยวชม ก็สะดวก สบาย มีข้อที่ควรปฏิบัติก็คือ ต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ไม่ส่งเสียงดัง ไม่แสดงกริยาที่ไม่สุภาพ เพราะเป็นเขตพระราชฐาน

ยังไม่ได้เข้าไปเที่ยวที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา แค่ชมพระราชวังบางปะอิน ก็ใช้เวลาไปครึ่งค่อนวันแล้ว ภายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาที่สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าชมอีกมากมาย คงต้องไว้ตอนหน้าค่อยมาชมกันต่อ